Poomillust

A small world of poomillust

Tsubakurodake, Hike Up To The Unforgettable Moment

การเดินทางเพื่อพิชิตยอดเขา Tsubakuro dake ของเด็กไทย 4 คน เป็นเวลา  4 วัน 3 คืน บนความสูง 2763m เหนือระดับน้ำทะเล หนึ่งในยอดเขาที่น้อยคนนักจะรู้จัก แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ตาม

จุดเริ่มต้นของทริปนี่เกิดขึ้นเมื่อพี่อู่ พี่ใหญ่ของกลุ่มไปเจอกับโปสเตอร์ของยอดเขาหน้าตาสวยแปลกตาเข้า หลังจากถ่ายรูปมาถามเพื่อนๆคนญี่ปุ่นดู ก็ได้คำตอบว่าที่นี่คือ Tsubakurodake หรือยอดเขา Tsubakuro หรือแปลเป็นไทยว่า นกนางแอ่น ตั้งอยู่บนเทือกเขา Hida ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Northern Japan Alps ในเมือง Azumino จังหวัด Nagano 

“แค่เริ่มต้นก็เหนื่อยแล้ว”

เนื่องจากเป็นฤดูปีนเขา ทำให้รถบัสที่จะไปยังเมือง Matsumoto ซึ่งเป็นต้นทางนั้นถูกจองเต็มหมดแล้ว เราจึงเลือกวิธีที่เป็นไปได้ทางเดียวก็คือ การนั่งรถไฟ แต่ช่วงเดือน ก.ค.- ก.ย. ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว บริษัทรถไฟญี่ปุ่น (JR) จึงมีตั๋วพิเศษที่สามารถนั่งรถไฟธรรมดา (ทุกแบบยกเว้น Limited express และ shinkansen) ไปที่ไหนก็ได้ในญี่ปุ่นเพียงวันละ 2100 เยน ชื่อว่า Seishun 18 Kippu เราจึงเลือกการเดินทางนี้ ที่แม้ว่าจะช้าและนั่งรถนาน แต่ก็ประหยัดเงิน แถมได้ซึมซับบรรยากาศระหว่างทางไปด้วย

เรานั่งรถไฟธรรมดา เรียกว่าหวานเย็นก็ได้ จากนารา ผ่านโอซากา เกียวโต นาโงย่า และไปสิ้นสุดที่เมือง Matsumoto ในจังหวัด Nagano ใช้เวลารวม 8 ชั่วโมง และต้องเปลี่ยนรถไฟถึง 7 ต่อ

ยืนไม่ไหวแล้ว เลยต้องนั่งบนพื้นมันซะเลย

ในคืนแรก เราพักกันที่เมือง Matsumoto ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัด Nagano ที่นี่มีปราสาท Matsumoto อันเป็นสัญลักษณ์ตั้งอยู่กลางใจเมือง หลังจากที่เราไปซื้อของเตรียมตัวขึ้นเขาในวันรุ่งขึ้นเรียบร้อย เราก็ใช้เวลาช่วงเย็นไปถ่ายรูปที่ปราสาท Matsumoto

ปราสาท Matsumoto

 

“ปีนเขาครั้งแรก ไม่คิดว่าจะเหนื่อยแบบนี้”

เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศกำลังเย็นสบาย เราออกเดินทางพร้อมกับสัมภาระคนละประมาณ 15กก. จาก Matsumoto ด้วยรถไฟไปลงที่สถานี Azumino จากนั้นก็ต่อรถแท๊กซี่ขึ้นไปต้นทางของการปีนเขา เวลานั้นประมาณ 7.30 มีฝนตกปรอยๆ ช่วยให้อากาศในฤดูร้อนเย็นลงพอสมควร

วิวข้างทางตอนเช้าระหว่างนั่งรถไฟ สวยสุดๆ

เช้าๆหน้าตาสดใส

7.45 ก้าวแรกของพวกเราก็เริ่มขึ้น ทางเดินเป็นหินสลับกับดินแข็งที่ถูกปรับให้เหมาะสำหรับการเดิน จึงเดินได้ไม่ยาก แต่อุปสรรคสำคัญที่สุดก็คือความชัน มันเหมือนการเดินขึ้นบันไดนับพันๆขั้น โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุด และแต่ละขั้น ก็ไม่ได้เรียบแบบบันไดทั่วไป

เส้นทางในบางช่วงก็เดินสบายๆ บางช่วงก็ต้องใช้สองเท้าสองมือช่วยกัน

จากความสูง 1500m เราค่อยๆเดินขึ้นบันไดหินขั้นแล้วขั้นเล่า ผ่านจุดพัก ที่เรียกว่า Bench 1, Bench 2, Bench 3 และ Fujimi bench ไปจนถึงจุดพักใหญ่ที่ชื่อว่า Gassen Koya​ ที่ความสูง 2350m แม้จะเหนื่อยเหมือนกับวิ่งร้อยเมตรอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยอากาศที่ค่อนข้างเป็นใจมีฝนตกลงมาปรอยๆพอให้คลายร้อนแต่ไม่ถึงกับเปียก ก็ทำให้เราทำเวลาได้ตามที่ตั้งใจไว้ หลังจากพักเติมน้ำเติมพลังงานเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าต่อไปบนทางที่โปร่งโล่งกว่าเดิม เริ่มเป็นการเดินตามไหล่เขา ลัดเลาะไปเรื่อยๆ บางจุดที่โล่งๆหน่อยก็จะเห็นเมือง เห็นภูเขาลูกอื่นไกลๆ พอเป็นกำลังใจให้เดินต่อไปได้

ภาพจาก http://www.enzanso.co.jp/pages/categories/route-map.html

ช่วงนี้เริ่มเป็นการเดิน สลับกับถ่ายรูป เพราะมีวิวสวยๆให้เห็นอยู่เป็นระยะ

 

“Tsubakuro เรามาถึงแล้ว!!!”

13.00 ในที่สุดการเดินขึ้นเขานาน 5 ชั่วโมงเศษก็สิ้นสุดลง เราก็ถึงจุดตั้งแคมป์ข้างๆบ้านพักที่ชื่อว่า Enzansou อยู่บนความสูง 2712m สามารถมองเห็นยอดเขา Tsubakurodake ได้แบบเต็มๆตา

มุมเดียวกับที่เราเห็นในโปสเตอร์

เราเลือกทำเลกางเต็นท์ให้อยู่ระหว่างเนินเล็กๆสองด้านเพื่อให้ช่วยบังลม และเป็นจุดที่มองเห็นยอด Tsubakurodake ได้แบบใกล้ชิด

เต็นท์ของพวกเรา

หลังจากเติมพลังด้วยอาหารเที่ยงในบ้านพักเรียบร้อย เราก็เดินเล่นถ่ายรูปอยู่รอบๆนั้นจนค่ำ

วิวจากหน้าบ้าน Enzansou

หมอกลงหนามากๆ

อากาศเริ่มแย่ลง มีหมอกหนา ทำให้เราพลาดแสงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกไป เย็นนั้นเราไปนั่งกินอาหารที่เตรียมมา (ขนมปัง และเครื่องกระป๋อง) ในบ้านพัก โดยสั่งเครื่องดื่มพวกกาแฟ ชา และไส้กรอกมากินเสริมด้วย เย็นวันนั้นมีพายุเข้าเป็นข่าวไปทั่วประเทศ ทำให้อาจารย์ที่รู้ว่าเรากำลังปีนเขากันอยู่บริเวณนี้เป็นห่วงและส่งข้อความหากันเป็นการใหญ่

ฟ้ากำลังจะสวยอยู่แล้วเชียว ดันมีหมอกหนามาปกคลุมจนมองอะไรแทบไม่เห็น

20.00 อากาศประมาณ 10 องศา เราตั้งใจว่าจะนอนแล้วตืนขึ้นมาถ่ายดาวตอนประมาณเที่ยงคืน แต่ก็พบว่าฝนตกลมแรง ทำให้ออกไปถ่ายอะไรไม่ได้เลย กลางดึกคืนนั้นอุณหภูมิลดต่ำลงเหลือประมาณ 5 องศา รวมกับฝนตก ลมแรงราวกับจะหอบเต็นท์ปลิวไปด้วย เรานอนหลับๆตื่นๆด้วยความหนาวจนถึงเช้า และหวังว่าตอนเช้าพายุจะผ่านพ้นไป

คนพร้อม อุปกรณ์พร้อม แต่อากาศไม่ยอมให้เราได้รูป T_T

 

“ฟ้าหลังฝน สดใสเสมอ”

5.30 เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แต่ด้วยอากาศที่ไม่เป็นใจ เมฆหมอกหนาแถมฝนตกพรำๆ ก็ทำให้เราพลาดแสงเช้าของวันแรกไปอีกอย่างน่าเสียดาย เราก็เลยนอนเติมพลังกันต่อจนถึงเวลา 8 โมงกว่า เต็นท์รอบข้างนั้นหายไปหมดแล้ว เหลือแค่เพียงเต็นท์เรา 2 หลังเท่านั้น

ช่วงเช้าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส มีหมอกอยู่เพียงฝั่งเดียวของภูเขา เรามีเป้าหมายก็คือไปให้ถึงยอด Tsubakurodake ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ แต่กว่าจะไปถึง เราก็ต้องฝ่าจุดต่างๆที่เราเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะหยุดถ่ายรูป

ทางเดินไปที่ยอด เห็นใกล้ๆแบบนี้แต่จริงๆแล้วใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง ถ้าไม่แวะถ่ายรูป

หนึ่งในไฮไลท์ของที่นี่ หินรูปโลมา

พี่อู๋หัวหน้าแก๊งก์

11.00 เราเดินกันสบายๆ ในที่สุดก็ไปถึงจุดสูงสุดของ Tsubakurodake บนความสูง 2763m บนจุดที่เรายืนอยู่นั้น ข้างหนึ่ง ทิศตะวันออกปกคลุมไปด้วยเมฆหนา แต่น่าจะเป็นที่ราบที่เป็นที่ตั้งของเมือง Azumino ฝั่งตรงข้ามทิศตะวันตกเป็นเทือกเขา Japanese Alps ทอดตัวเป็นแนวยาวขนานกัน โดยมีหุบเขาลึกเห็นเป็นแม่น้ำกั้นกลาง ทิศเหนือมียอดเขาอีกยอดหนึ่งชื่อว่า Kita-Tsubakurodake หรือยอด Tsubakurodake เหนือ ส่วนทิศใต้ มองกลับไปเป็นจุดกางเต็นท์และบ้านพัก Enzansou นั่นเอง

วิวจากยอด Tsubakurodake มองกลับมาเห็นเต็นท์ และบ้านพัก Enzansou ไกลๆ

ยอด Kita-Tsubakurodake

Tsubakurodake เป็นภูเขาหินแกรนิตที่มีรูปร่างเป็นแหลมสวยงาม บางหย่อมก็เป็นหิน บางหย่อมก็เป็นต้นไม้เตี้ยๆ
ด้วยความสูงและภูมิประเทศเป็นหินแกรนิตแบบนี้ทำให้ไม่มีต้นไม้สูงใหญ่นัก

พี่สอง ถ่ายคู่กับ Tsubakurodake

หลังจากพักผ่อนและดื่มด่ำไปกับวิวสวยงามอลังการรอบๆพอสมควรแล้ว เราก็เดินย้อนกลับไปที่ Enzansou เพื่อกินข้าวกลางวันกัน

13.30 เราออกเดินอีกครั้งแต่เปลี่ยนเป็นเดินไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินบนสันเขายาวไม่เห็นปลายทาง เส้นทางนี้สามารถเชื่อมไปยังยอดเขาอื่นๆ รวมทั้งเขาฝั่งตรงข้ามที่เห็นอยู่ได้ด้วย เราเดินไปเพลินๆเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า 2กม. แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่กลุ่มก้อนหินก้อนใหญ่ เรานั่งคุย กินขนมกันตรงนั้นอยู่ซักพัก พลางชมวิวรอบๆไปด้วยความอิ่มเอมใจ

ตกบ่ายเริ่มเดินไปอีกฝั่งของภูเขา

บนความสูงระดับนี้ ไม่มีแมลงหรือสัตว์ใดให้เห็นเลยนอกจากแมลงกินเลือดที่บินวนนิ่งๆและมีเสียงแบบเฮลิคอปเตอร์ ชื่อว่า แมลงคุ่น มันน่ารำคาญและกัดเจ็บใช้ได้เลย

วิวข้างทางอลังการมากๆ

ปั่งปั่งปั่ง

ทางดีๆไม่เดิน พี่กว้างอยากลองไปทางแปลกๆ แหวกดงพงหญ้า

17.00 ก่อนที่พระอาทิตย์จะตก เรารีบเดินย้อนกลับมาที่พักเพื่อที่จะหามุมเหมาะๆสำหรับถ่ายยอดเขา Tsubakurodake ในช่วงพระอาทิตย์ตก หลังจากเดินหาอยู่นาน ก็ไม่ได้มุมเด็ดๆซักที สุดท้ายเราก็แยกไปหยุดกันแถวๆที่พัก น่าเสียดายที่วันนั้นมีเมฆก้อนใหญ่มาบังพระอาทิตย์ไว้ก่อนที่จะเขาไป หลังจากนั้นก็เป็นฝนตกลงมา ทำให้ไม่ได้รูปอย่างที่หวังซักเท่าไหร่

ก่อนพระอาทิตย์ตก ก็มีแสงลอดเมฆเป็นลำมาให้ชื่นนใจ


ทุกคนออกมารอดูพระอาทิตย์ลับแนวเขา Japan Alps

บรรยากาศรอบๆ ก่อนที่ฝนจะตก

เย็นวันนั้น เราก็กินกินอาหารเย็นจำพวกขนมปัง และเครื่องกระป๋องอีกเช่นเคย ฝนก็ตกพรำๆ มองไม่เห็นวี่แววดวงดาวเลย เราคุยกันว่าคงจะไม่ได้เห็นดาวจากบนนี้แล้วแน่ๆ

อาหารที่เรากิน หลักๆก็ขนมปังกับเครื่องกระป๋อง

23.15 เราสะดุงตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ ณ เวลานี้คือความหวังสุดท้ายของพวกเราที่จะได้เห็นดาวจากความสูง 2700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ภูมิสะกิดพี่อู่ให้ตื่นขึ้นมา หลังจากที่พี่อู่ค่อยๆรูดซิปเต็นท์แล้วชะโงกหัวออกไปมอง พี่อู่ก็หันกลับมายกตัวภูมิขึ้นเขย่าแล้วบอกด้วยความตกใจ “ภูมิ ดูเร็ว!!” ภูมิก็รีบแหงหน้าออกไปดูบ้าง แล้วก็พบว่า ท้องฟ้าตอนนั้นมันสวยที่สุดตั้งแต่ขึ้นเขามา ดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าไปหมด ต่างกับตอนหัวค่ำอย่างสิ้นเชิง เรารีบหยิบอุปกรณ์กล้องที่แทบจะเก็บกลับบ้านแล้ว ไปเรียกพี่สองกับพี่กว้างที่อยู่อีกเต็นท์ และไปหาจุดถ่ายรูปใกล้ๆ

จากประสบการณ์ของพี่อู๋ที่เห็นมาบ่อยแล้ว ทำให้มองเห็นว่ามีทางช้างเผือกอยู่ด้วย แต่ไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่น่าจะส่วนนึงของทางช้างเผือก

ด้วยความรีบ ทำให้ถ่ายหลุดโฟกัสไปอย่างน่าเสียดาย

ยอด Tsubakurodake ใต้แสงจันทร์

1.45 เราถ่ายรูปกันอย่างตื่นเต้น ท่ามกลางความหนาวที่ไม่ได้เตรียมตัวรับมือ ไปๆมาๆผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง
เราก็กลับเข้าไปนอนเก็บแรงเตรียมตัวกลับในวันรุ่งขึ้น

ในรูปนี้จะเห็นยอดเขา Yarigatake (3,180m) ยอดที่สูงที่สุดในแนวเทือกเขานี้
เพราะรูปร่างเหมือนก้างปลา ของเขา Matterhorn ที่สวิตส์เซอแลนด์ ทำให้คนญี่ปุ่นเรียกที่นั่นว่า Japanese Matterhorn

“บอกลาขุนเขาและดวงดาว”

9.00 เราบอกลา Tsubakuro dake ที่อยู่ด้วยกันมา 3 วัน และเริ่มเดินลง ขาลงบางคนก็ว่าง่าย บางคนก็ว่ายาก ขาลงใช้หัวใจน้อยกว่า แต่ก็ใช้กล้ามเนื้อขามากกว่า ถ้ากล้ามเนื้อขาไม่ดี ก็จะเดินลงไปขาสั่นไปแบบภูมิ พี่ๆก็ขำกันตลอดทาง

12.40 เราลงไปถึงต้นทางภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง อาบน้ำแช่ออนเซน หลังจากที่ไม่ได้อาบมา 3 วัน กินข้าว และนั่งรถกลับไปที่ Toyama และขึ้นรถบัสกลางคืนกลับถึงเกียวโตเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นอันจบทริปอันทรหดนี้อย่างสมบูรณ์

ทริปนี้เป็นทริปที่ใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบันครั้งแรกในญี่ปุ่น และเรียกได้ว่าเป็นการเที่ยวที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต ณ ตอนนั้น แต่มันก็ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันมีรสชาติขึ้นเยอะ จบทริปนี้ก็เลยตั้งใจว่า ต้องไปปีนเขาแบบนี้อีกให้ได้ เพราะเวลาไม่เคยเดินถอยหลัง ชีวิตก็เช่นกัน เราต้องเดินต่อไปแม้มันจะลำบากยากเย็นแค่ไหนก็ตาม แล้ว 2 เดือนให้หลัง ทริป Karasawa ก็ได้ขึ้นแท่นเป็นทริปที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตแทน

อยากสูงต้องเขย่ง อยากเก่งต้องขยัน อยากมีฝันต้องหลับตา

แต่ถ้าอยากให้ชีวิตมีค่า ต้องไขว่คว้าและพยายาม!!

พบกันใหม่ทริปหน้าครับ : )

พี่อู่ – พี่สอง – พี่กว้าง – ภูมิ

16-20 ส.ค. 2557 Mt. Tsubakuro, Azumino, Nagano, อุณหภูมิต่ำสุด 5 องศา เดินเท้าระยะทาง 15 กม. สัมภาระคนละ 15 กก.

แถมรูปยอด Tsubakuro กับฟ้างามๆ

แถมอีกใบ : )

Share on Facebook

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>