Poomillust

A small world of poomillust

Mt.Takanosu :: ภูเขาใบไม้แดง กับความผิดพลาดครั้งใหญ่

วันนั้นเป็นอีกครั้งที่ผมนั่งรถไฟ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เช้าตรู่ หนีออกจากความวุ่นวายในเมืองหลวง เพื่อไปตามหาความสวยงามที่หลบซ่อนอยู่ในขุนเขาแห่ง Okutama ธรรมชาติอันสมบูรณ์ ณ ชายขอบตะวันตกสุดของโตเกียว เมืองหลวงประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมได้ไปสัมผัสเทือกเขาแห่งนี้เป็นครั้งแรก ที่ Mt.Kawanori มันเหมือนเป็นมนต์สะกดที่ทำให้ผมอยากกลับไปอีกครั้ง แม้ว่าจะยังเหนื่อยล้าจากครั้งที่แล้วไม่หาย แต่มันคือสัปดาห์ที่ดีที่สุดของการชมใบไม้แดงบนเขาแห่งนี้ อีกทั้งสภาพอากาศก็เป็นใจ ช่วยกันเชื้อเชิญผมให้ไปให้ได้ คืนวันเสาร์ก่อนหน้านั้น ผมตัดสินใจไป ภูเขา Takanosu (鷹ノ巣山) แปลว่ารังเหยี่ยว ที่มีความสูง 1736ม.  นับเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ ที่ผมยังคงเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้…

Timeline ของการเดินทางครั้งนี้

8.00 สถานี Okutama -> 9.00 ป้ายรถบัส Higashi nippara -> 12.30 ยอด Takanosu -> พัก จนถึง 13.30 -> 16.40 ถึงทางลงเขาที่เป็นถนน -> 18.00 ถึงสถานี Okutama

เส้นทางการเดินของวันนี้ ได้ Map บ้านๆจาก Google Map ที่บันทึกการเดินทางให้อัตโนมัติ

ตี 5 เศษๆ นาฬิกาปลุกส่งเสียงน่ารำคาญทำให้ผมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา ล้างหน้าแปรงฟัน กินกล้วนยนึ่งใบ ก่อนที่จะแต่งตัว ใส่รองเท้าคู่ใจและก้าวออกไปขึ้นรถไฟ เป้าหมายของวันนี้ก็คือ ไปให้ถึงสถานี Okutama (奥多摩駅) ก่อน 8 โมง และนั่งรถบัสต่อไปที่สถานีปลายทาง HigashiNippara เพื่อเริ่มเดินขึ้นเขา ไปให้ถึงยอดก่อนบ่ายโมง และกลับมาที่สถานีภายใน 4 โมง ก่อนที่พระอาทิตย์จะตก เป็นการขึ้นและลงเขารวดเดียวในหนึ่งวัน โดยปลายทางคือเดินกลับมาที่สถานี Okutama รวมระยะทางทั้งหมด 15 กม.

ผมก็ถึงสถานี Okutama อย่างที่ตั้งใจไว้ประมาณ 8 โมงเช้า และขึ้นรถบัสที่อัดแน่นไปด้วยคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นที่แต่งตัวด้วยชุดหลากสีสันเพื่อมาปีนเขากัน ครั้งนี้ผมนั่งรถบัสสายเดิมครับ นั่นคือสาย สาย 21 มุ่งหน้าไป Higashinippara (東日原) ครั้งนี้เราจะลงกันที่ปลายทางเลยครับ ที่ HigashiNippara โดยระหว่างทางก็จะผ่าน Kawanori bashi ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นเขา Kawanori ที่ผมไปในครั้งที่แล้ว วันนี้มีคนมาเดินกันที่นี่เยอะกว่าครั้งที่แล้วหลายเท่าตัว คิดว่าน่าจะเป็นช่วงพีคที่สุดของใบไม้แดงเช่นกัน

ระหว่างทางรถบัสก็วิ่งไปตามหุบเขาคดเคี้ยว โดยเขาเกือบทุกลูกจะมีมีสีส้มแดงเต็มไปหมด “วันนี้จะต้องสวยงามแน่ๆ” ผมคิดในใจ ขณะเดียวกันผมก็เริ่มกังวล ว่านั่งรถมาไกลขนาดนี้ หมายความว่าเราก็ต้องเดินกลับไกลเท่านี้เหมือนกัน แถมต้องขึ้นๆลงอยู่ในเขา ไม่ใช่ทางราบๆแบบนี้ด้วย

8.50 ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาสู่จุดหมายปลายทาง Higashi Nippara ตรงจุดนี้เป็นหมู่บ้านๆเล็กๆที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาทุกด้าน และการเดินทางอันแสนยาวนานก็เริ่มขึ้น ครั้งนี้ผมแบกอุปกรณ์มาหนักเช่นเคย ประกอบไปด้วยกล้อง เลนส์ 2 ตัว ขาตั้งกล้อง ขนมปัง น้ำ 2 ลิตร ไฟฉายคาดหัว และไม้เท้าเดินป่า สองสิ่งสุดท้ายนี่ถือว่าเป็นของสำคัญที่สุดในทริปนี้ ถ้าไม่มีผมอาจจะได้นอนอยู่กลางป่าในคืนนั้นแน่ๆ

ช่วงแรกเดินผ่านหมูบ้าน Nippara ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาเกือบทุกด้าน

ป้ายทางเข้า เป็นบันไดเล็กๆให้ลงไป เขียนว่าทางไปเส้นทางปีนเขา Takanosu ถ้าไม่ได้สังเกตจะหาไม่เจอแน่ๆ

ในช่วงแรก เป็นการเดินผ่านหมู่บ้าน และลงจากเขา ข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ และเดินไต่บันไดขึ้นไปตามร่องเขา ก็ถือว่าไม่ยากมากครับ แต่ก็เล่นเอาหอบอยู่เหมือนกัน อากาศเย็นประมาณ 15 องศา ก็ทำผมเหงื่อแตกจนต้องเก็บเสื้อหนาวตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก

เดินผ่านแม่น้ำสายเล็กๆ

ช่วงแรกของการเดินทาง เป็นป่าสนที่ปลูกขึ้นใหม่หลังสงครามโลก เขียวขจีและร่มรื่นมากครับ

เดินไปได้ซักชั่วโมงเศษ ก็เริ่มเห็นใบไม้เปลี่ยนสีเป็นระยะๆแล้วครับ ซักพักผมก็มาเจอกับธารน้ำเข้า เป็นลำธารเล็กๆ เล็กมาก แค่ก้าวขาก็ข้ามไปได้แล้ว แต่ที่พิเศษก็คือพอจะมีหินไล่ระดับไปเป็นเหมือนน้ำตกเล็กๆ แถมใบไม้เปลี่ยนสีที่ร่วงอยู่ตามก้อนหินด้วย ผมก็เลยตัดสินใจหยุดพัก หยิบขาตั้ง ใส่ฟิลเตอร์ และถ่ายมุมนี้อยู่ประมาณ 20 นาที แล้วก็ได้ภาพอย่างที่อยากได้ แม้จะยังไม่ดีที่สุด แต่ก็พอใจมากแล้ว

น้ำตกเล็กๆ หนึ่งในจุดมุ่งหมายของการถ่ายรูปในทริปนี้

แล้วก็ถึงเวลาเดินต่อไป หนทางอีกยาวไกล น่าจะเดินมาได้ประมาณซัก 2 กม​.เท่านั้น ระหว่างทางในเช้านี้ถือว่าก็เดินไม่ยากมากครับ เดินไปตามเนินที่ดูไม่ค่อยออกเท่าไหร่ว่าทางอยู่ตรงไหน เพราะเป็นฤดูใบไม้ร่วง พื้นเต็มไปด้วยใบไม้แห้งกลบทางไปหมด แต่ก็อาศัยเดินตามๆคนญี่ปุ่นขึ้นไปเรื่อยๆก็ไม่มีปัญหา

เดินตามคนญี่ปุ่นไปเรื่อยๆ

เดินๆซักพักก็หยุดแอบถ่ายเค้าซักหน่อย จริงๆอยากได้รูปตัวเองแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะถ่ายยังไง ฮ่าา

ช่วงท้ายๆก่อนถึงยอดก็จะเริ่มเป็นป่าโปร่งขึ้น และมีแต่ต้นไม้ผลัดใบที่เหลืองอร่ามเต็มไปหมด ถึงจุดนี้ก็ได้เวลาหยิบกล้องถือติดมือตลอดแล้วครับ

ลองมองมุมเงยดูบ้าง ก็สวยไม่แพ้กัน

เดินไปถ่ายไปก็ทำให้ลืมความเหนื่อยไปได้ เพราะเราจะได้หยุดนานกว่าปกติ (555)  แต่ข้อเสียก็คือไม่ถึงซักทีครับ บางจุดนี่ยืนถ่ายหามุมอยู่ 10 นาทีก็มี

12.30 ในที่สุดหลังจากผ่านไปเกือบ 4 ชั่วโมง เดินถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสีเพลินๆ ก็มาถึงยอดเขา Takanosu เรียบร้อย ยอด Takanosu มีความสูง 1736m อยู่ทางตะวันตกสุดของโตเกียว จากยอด Takanosu สามารถเดินต่อไปยังยอดดังๆอื่นๆได้อีกมาก โดยเฉพาะยอด Kumotori ที่เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของโตเกียว จากจุดนี้ ถ้าเป็นวันฟ้าใส จะมองเห็นฟูจิซังด้วยแหละ ส่วนวันนี้… ตามภาพครับ

บนยอดเขา สิ่งแรกที่ผมเห็นก็คือวิวของทิวขาวสุดลูกหูลูกตาที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีราวกับมีใครมาปูพรมไว้ ณ ตอนนั้นมีคนอยู่บนยอดเยอะพอสมควร แถมมีกลุ่มนักศึกษาที่มาตั้งแคมป์กันประมาณซัก 20 คนได้ เห็นแล้วก็อิจฉา อยากมาทำอะไรแบบนี้กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆบ้าง

ใบไม้หลากสี สวยงามราวกับมีใครมาปูพรมไว้

มาถึงจุดนี้ ผมรู้สึกว่าคุ้มค่ามากๆ ที่ดั้นด้นนั่งรถไฟ ต่อรถบัส แล้วเดินอีก 4 ชั่วโมง แต่หลังจากนี้ความคิดผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปจนรู้สึกว่ากลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบมาถึงทุกวันนี้

วิวแบบนี้ แสงแบบนี้ ฟินสุดๆครับ

คนญี่ปุ่น นั่งกินข้าวกลางวันไปชมวิวไป (เป็นครอบครัวที่คุมโทนสุดๆครับ ฮ่าๆ)

ผมถ่ายรูป กินข้าว และก็พักเหนื่อยอยู่ด้านบนอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงเวลาต้องกลับไปที่สถานี เพราะช่วงนี้พระอาทิตย์ตกไวมาก 5 โมงก็มืดแล้ว ในช่วงแรกเป็นการเดินไปตามสันเขาที่มีสนผลัดใบอยู่ตลอดทาง แต่น่าจะช้าเกินไปหน่อย เพราะใบสนร่วงไปเกือบจะหมดแล้ว เหลือเพียงแต่กิ่งอย่างที่เห็น

ผ่านไปซักประมาณชั่วโมงนึง หัวเข่าผมก็เริ่มออกอาการ ตั้งแต่ทริป Karasawa เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ครั้งนั้นผมแบกของหนักประมาณ 18 กก. เดินระยะทางประมาณ 17 กม. ในหนึ่งวัน พอผมขึ้นไปถึงจุดกางเตนท์ หัวเข่าผมก็รู้สึกปวดแบบไม่เคยเป็นมาก่อน อยู่เฉยๆจะไม่เป็น แต่พอก้าวเดิน หรืองอขาเมื่อไหร่ก็จะมีอาการปวดแปร๊บๆ ตอนนั้นก็กลัวมากๆว่ามันคืออาการที่เรียกว่า “เข่าพัง” รึเปล่า ยังดีที่ในครั้งนั้นผมได้หยุดพักข้างบน 2 คืน เลยได้พักพอสมควร ขากลับพี่ๆก็ช่วยแบ่งของไป แล้วผมก็หาท่อนไม้แถวนั้นช่วยพยุงตัวเองกลับลงมาได้แบบไม่ทรมานซักเท่าไหร่ หลังจากนั้นไม่นานอาการก็หายไป 2 เดือนหลังจากนั้น ก็สามารถไปเล่นสโนว์บอร์ดได้ปกติ ไม่มีปัญหาเลย จนกระทั่งทริปที่แล้วที่ไป Kawanori ซึ่งก็ไม่ถึงกับปวดนัก แค่มีอาการเจ็บๆตึงๆอยู่ แต่พอมาครั้งนี้ ตอนนี้ มันกลับปวดมากจนไม่อยากจะก้าวเดิน แต่ผมยังเหลือทางที่ต้องเดินอีกประมาณ 10 กม. และเป็นทางลงเขาตลอด ซึ่งแน่นอนว่าน่อง เข่า และต้นขาจะต้องรับน้ำหนักเต็มๆ

ผมพยายามใช้ไม้เท้าเดินป่าที่เตรียมมาลดภาระเข่าให้มากที่สุด แต่มันก็ไม่พออยู่ดีบางจุดต้องก้าวยาวและเกร็งตลอด ทำให้ยิ่งทวีความปวดเข้าไปอีก เดินไปท้อไป มีคนมากมายเดินแซงผมไปโดยที่ไม่มีทางจะไล่ทัน จังหวะนั่นก็เริ่มทำใจแล้ว ว่าค่อยๆไปแบบนี้แหละ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

16.40 ในที่สุดผมก็ลงมาถึงทางที่เป็นถนนจนได้ แต่พอมองออกไปแล้ว ยังอยู่สูงมาก และไร้วี่แววสถานีรถไฟ อากาศตอนนั้นเริ่มหนาว และไม่มีแสงอาทิตย์แล้ว รอบๆนั้นเหลือผมตัวคนเดียวที่ทั้งเหนื่อย หิว และปวดเขาจนแทบจะต้องลากขาไปทุกๆก้าวที่เดิน

ไม้เท่าเดินป่าคู่กาย ที่ชวนชีวิตผมในวันนี้

ก่อนจะถึงเมือง Okutama จะมีช่วงที่ต้องลงบันไดมาทางด้านหลังศาลเจ้าแห่งนึง ช่วงนั้นคือที่สุดแล้วครับ มืดสนิท หนาว และปวดเข่าจนแทบอยากจะนั่งร้องไห้ ตอนนั้นเจ็บใจตัวเองมาก ว่าทำไมถึงต้องมาทนทรมานแบบนี้ อยู่บ้านดีๆไม่ชอบ แล้วที่แบบนี้ เวลาแบบนี้ไม่มีใครช่วยได้ มีแต่ตัวเองเท่านั้น ผิดเอง ก็ต้องรับโทษเอง

18.00 แล้วเวลาแห่งความทรมานก็สิ้นสุดลง ผม ขอใช้คำว่าลากขา มาถึงสถานี Okutama จนได้ แล้วก็เก็บอุปกรณ์นั่งรถไฟกลับบ้านซักที

การปีนเขาครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเรียนอันแสนแพงที่ไม่รู้จักประมาณตัวเอง เมื่อไรที่จิตใจแข็งแรงกว่าร่างกาย เมื่อนั้นเราจะมีพลังทำอะไรก็ได้ แต่ถ้ามันเกินไป หลังจากนั้นร่างกายเราจะเอาคืน และจะไม่ให้ความร่วมมือกับใจอีกต่อไป เข่าที่ผมไม่เคยคิดว่าคนอายุ 25 จะมีปัญหาได้ มันพังไปอย่างไม่มีชิ้นดีเรียบร้อยแล้ว ณ วันนี้ ตอนนี้ที่ผมเขียนบล็อคนี้อยู่ (00.00 ของวันที่ 26 พ.ค. 59) ผมยังไม่สามารถนั่งขัดสมาธิได้ และยังปวดจนต้องเอามือไปนวดๆอยู่ตลอด

ทุกวันนี้ผมไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ไม่สามารถเดินขึ้นบันไป 4-5 ชั้นแบบเมื่อก่อน ไม่สามารถปั่นจักรยานวันละ 40กม​. อย่างที่เคยทำ วันไหนที่เดินมากก็ต้องมีที่รัดพันเข่าไปตลอด ได้แต่นั่งดูคลิปวีดีโอ รูปภาพ จากภูเขาที่ต่างๆทั่วโลก แล้วก็คิดอยู่ในใจตลอดเวลา ว่าอนาคตการพจญภัยบนภูเขาของผมคงหมดสิ้น ได้แต่เดินเล่นในภูเขาคอนกรีตที่อยากไปสูงแค่ไหนก็แค่กดลิฟต์ ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทรมาน ABC, EBC, Kinabalu หรือแม้แต่ภูกระดึง คงไม่ได้ไปแล้ว

นับเป็นการเดินทางขึ้นเขาคนเดียวครั้งที่ 3 และเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะต้องจดจำไปตลอด…

1 พ.ย. 2558 ภูเขา Takanosu, Okutama, Tokyo

เดินเท้าระยะทาง 15 กม. 9 ชั่วโมง สัมภาระ 8 กก. ไต่ความสูง ~1100m ไต่ลง ~1500m

 

รายละเอียดเส้นทาง พร้อมแผนที่แบบละเอียด (ภาษาญี่ปุ่น) http://www.yamareco.com/modules/yamainfo/rtinfo.php?rtid=538

บล็อคที่เป็นแรงบันดาลใจให้ไปในครั้งนี้ http://bluesky.rash.jp/blog/hiking/takanosuyama2.html

Share on Facebook

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>