Poomillust

A small world of poomillust

ICELAND :: Majesty of Nature Part 3/3

เวลาผ่านไป 1 ปีพอดิบพอดี ก่อนที่ผมจะเขียนภาคสุดท้ายนี้เสร็จ

แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว ความจำอาจจะเลือนหายไปบ้าง
แต่พอกลับมานั่งดูภาพเก่าๆเหล่านั้น ความทรงจำ ความรู้สึกในตอนนั้นก็กลับมาชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

มาร่วมย้อนเวลากลับไปดูความทรงจำดีๆอีก 3 คืนสุดท้ายบนเกาะไอซ์แลนด์ของผมกับเพื่อนๆอีก 5 คนด้วยกันนะครับ

เป้าหมายปลายทางสุดท้าย “Kirkjufell”

ที่พัก

  • [Reykjavik] Reykjavik Hostel Village
  • [Grundarfjordur] Grundarfjordur Guesthouse and Apartments

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

 

แผนที่การเดินทางพร้อมปักหมุดที่เที่ยวและที่พัก

 

วันที่ 7

ผมค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ขณะนั้นเพื่อนๆเริ่มขยับตัวกันบ้างแล้ว
สิ่งแรกที่ผมทำก็คือออกไปเปิดหน้าต่างดูว่าข้างนอกเป็นยังไงบ้าง

จังหวะนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่าที่ที่ผมอยู่นั้น เวิ้งว้างขนาดไหน
เมื่อคืนนี้รู้แค่ว่าที่พักนี้อยู่ท่ามกลางความมืดและรอบๆนั้นไม่มีแสงสว่างอยู่เลย
เช้าแล้วจึงรู้ว่าแถวนั้นเป็นที่โล่งว่างๆ ไกลสุดลูกหูลูกตา มีโรงนาใกล้ๆ

 

เชียงใหม่ที่กำลังถ่ายรูปอยู่ตอนนั้นก็บอกผมว่า แสงสวยมาก ผมเลยรีบวิ่งไปคว้ากล้องติดเลนส์เทเลออกไปถ่ายบ้าง

 

มองไปทางทิศตะวันออกไกลๆ จะเห็นเป็นก้อนหินเท่ๆของ Reynisdrangar ที่เราไปกันมาเมื่อวาน

 

เรากินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยก็จัดแจงเก็บของพร้อมเดินทางกันต่อ
เช้านี้เราวกกลับไปที่หาด Reynisdrangar อีกครั้งเพราะเมื่อวานตอนเย็นคนเยอะมาก เลยยังไม่ได้เข้าไปดูโขดหินใกล้ๆ
วันนี้คนไม่เยอะ อากาศดี คลื่นลมสงบ เราใช้เวลาไปกับการเก๊กท่าถ่ายรูปกันอยู่บนโขดหินสี่เหลี่ยมอยู่นาน

 

 

กันเก็กท่าอยู่ในถ้ำ

 

Endless road!!!

 

เราไปแวะกันที่น้ำตก Skogafoss แทนแพลนเดิมที่เราควรจะได้แวะตั้งแต่วันแรก แต่เสียเวลาติดหิมะอยู่
ที่นั่นเราได้ใช้เตาสนามที่ผมพกไปจากญี่ปุ่นต้มน้ำต้มมาม่ารสต้มยำกุ้งอยู่หน้าน้ำตกจนกลิ่นหอมฟุ้งไปหมด

 

 

 

ที่นั่นเราถ่ายรูปโปรไฟล์กันอยู่อีกพักใหญ่แล้วก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ

ระหว่างทาง กันยังคงติดใจการถ่ายรูปขาที่สามของม้าอยู่ เลยจะตะโกนว่า “ม้าา ม้าา” ทุกครั้งที่เห็นม้าอยู่ข้างทาง
สุดท้ายแล้วผมก็ต้องหยุดจอดถ่ายอยู่ 2-3 ครั้ง ไม่รู้ว่ากันจะได้รูปพอใจรึยัง 555

 

 

เย็นวันนั้นเรากลับเข้าเมืองก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่กว่าจะหาที่จอดรถได้ร้านค้าแถวนั้นก็เริ่มทะยอยปิดกันไปเยอะแล้ว
เราไปฉลองความสำเร็จของทริปนี้ล่วงหน้าที่ร้านแห่งนึงพร้อมจิบเบียร์ Viking จนอิ่มท้อง

กินเสร็จแล้วเราก็ออมาเดินเล่นตามร้านของฝากที่ยังไม่ปิดอยู่ซักพัก ผมกับกันก็ปวดฉี่หนักมาก จนเราต้องวิ่งหาห้องน้ำอยู่นาน
สุดท้ายก็ต้องแอบเข้าไปฉี่ในบาร์แห่งนึงแบบเนียนๆ

 

วิหาร hallgrímskirkja ที่ตั้งอยู่กลางเมือง กับพระจันทร์ครึ่งซีกที่กำลังสว่างไสว

 

วันที่ 8

 

 

เช้าวันถัดมาเราตื่นกันไม่เช้ามาก และเริ่มเดินทางออกจากเมืองตอนสายๆ
เราวนรถย้อนไปแวะกันที่ Gullfoss หนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่สุดๆ ที่นั่นอากาศหนาวมาก!
จำได้ว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่หนาวที่สุดในทริปแล้ว ลมก็แรงจนตัวแทบจะปลิว

 

 

 

 

เนื่องจาก Gullfoss เป็นหนึ่งในที่เที่ยวในวงแหวนทองคำ Golden Circle ทำให้มีนักท่องเที่ยวเยอะ
หลังจากไปเที่ยวที่ไกลๆแบบไม่มีคนมา 5-6 วันทำให้เวลาเจอคนเยอะๆแล้วก็เซงเหมือนกัน เพราะต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว

 

 

 

เรากินข้าวเที่ยงเรียบร้อยแล้วก็ขับรถผ่านอุทยานแห่งชาติ Thingvellir ที่เป็นที่ประวัติศาสตร์แห่งนึงของไอซ์แลนด์
แถวนั้นวิวรอบข้างเริ่มเป็นเหมือนดาวอังคารอีกครั้งครับ ทุกๆสิ่งรอบตัวขาวโพลน มีภูเขาสลับกับทะเลสาบและบ่อน้ำเป็นหย่อมๆ

 

 

 

เราใช้เวลาอยู่บนรถอีกประมาณ 4 ชั่วโมงเศษ ขับผ่านที่โล่งๆขาวโพลนบ้าง ภูเขาบ้าง และบางจุดมีก้อนหินรูปร่างแปลกตากระจายอยู่ทั่ว
เห็นได้ชัดเจนว่าคือก้อนลาวาที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ ไกลๆนั้นมีภูเขารูปทรงแบบภูเขาไฟหัวตัดอยู่ด้วย เห็นแล้วก็สยองอยู่เหมือนกัน

 

 

.

.

 

ในที่สุดพวกเราก็ถึงที่หมายสุดท้ายของทริป ที่ที่พวกเราทั้ง 6 คนตั้งตารอคอย…

.

.

.

Kirkjufell !!

.

.

.

.

 

สิ่งแรกที่พวกเราทำตอนถึงเมือง Grundarfjordur ก็คือการบึ่งรถไปที่น้ำตก Kirkjufell ให้เร็วที่สุด
เพราะตอนนั้นพระอาทิตย์เริ่มไล่หลังมาแล้ว

ภาพที่เราหวังไว้ก็คือภาพน้ำตกสุดอลังการและมีฉากหลังเป็นภูเขาสามเหลี่ยมพร้อมกับหิมะขาวโพลน
วิวตรงนั้นเกือบจะครบแล้วครับ ขาดแค่ว่าน้ำแข็งมันแข็งตัวเกือบหมด เหลือน้ำไหลออกมาเป็นเส้นเล็กๆเท่านั้นเอง  555

แต่ว่ารวมๆแล้วมันก็สวยและอลังการอยู่ดี

มุมมหาชน ขาดแค่น้ำตกที่ควรจะพุ่งออกมาแรงๆ

 

เราวิ่งไปวิ่งมาถ่ายรูปกันจนแสงสุดท้ายลับตาไป แล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก

 

 

 

 

 

 

เมือง Grundarfjordur เป็นเมืองเล็กๆอยู่บนติ่งตรงทิศตะวันตกของประเทศ คิดว่าที่นั่นมีที่พักอยู่ไม่มากและที่ที่น่าจะเป็นที่นิยมที่สุดก็คือ Grundarfjordur Guesthouse เราต้องไปติดต่อที่ทำการที่อยู่กลางเมืองก่อน จากนั้นเค้าก็ให้แผนที่เพื่อไปบ้านพักที่อยู่ริมทะเลไม่ไกลจากตรงนั้น

เราเข้าที่พักเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวทำอาหารกินกันอย่างสบายใจ วันนี้พอจะหาซื้อเนื้อสดจากซุปเปอร์ในเมืองได้บ้าง ต่างกับเวลาไปนอนกลางสถานที่อันเวิ้งว้าง ที่ไม่มีแม้แต่ร้านสะดวกซื้อ

ที่ห้องครัวเราเจอกับกลุ่มคนไทยกลุ่มนึงเข้า ตอนนั้นก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันกันมากมาย แค่ทักทายกันเล็กน้อย แล้วพวกเค้าก็กินเสร็จกันพอดี

ระหว่างที่เรากินข้าวเย็นกันอยู่นั้น กลุ่มคนไทยกลุ่มนั้นก็วิ่งเข้ามาที่ห้องครัวแล้วตะโกนบอกพวกเราว่า “แสงเหนือ แสงเหนือ” พวกเรายิ้มและกล่าวขอบคุณกลับไป แล้วก็นั่งกินข้าวกันต่อ พวกเค้าคงงงว่าทำไมเราหยิ่งจัง (จริงๆแล้วป่าวนะครับ พวกผมแค่หิว 5555)

เรารีบกินเร็วขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ไปเก็บข้าวของเตรียมอุปกรณ์ไปลุยกันต่อ

ประมาณ 4 ทุ่มเศษๆ เรายืนอยู่ที่น้ำตก Kirkjufell อีกครั้งท่ามกลางความหนาวและดวงดาวเต็มท้องฟ้า
แสงเหนือส่องแสงแรงเบาสลับกันไป บางครั้งก็มีเส้นพาดผ่านหัวเราไปถึงทิศใต้ บางครั้งก็เป็นแค่รอยเมฆเทาๆอยู่ที่ขอบฟ้าด้านทิศเหนือ

 

 

เราทั้ง 6 คนกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทางเพื่อหามุมที่ตัวเองชอบ บางคนไปที่น้ำตกด้านบน บางคนไปที่โขดหินด้านล่าง

ผมวิ่งไปวิ่งมาแถวๆน้ำแข็งบนพื้นอยู่นาน เดินไปเสียวไปว่าพื้นจะไม่แข็งพอและจะจมน้ำตกลงไป เพื่อพยายามหาฉากหน้าที่สวยๆมาช่วยเพิ่มความอลังการให้กับภาพ

 

 

 

ผมจำได้ว่าคืนนั้นมีแสงเหนือที่แรงมากๆอยู่ 3 ระลอกด้วยกัน
ระลอกแรกคือตอนที่เราไปถึงได้ไม่นาน และยังคงจับกลุ่มรวมกันอยู่ แสงเหนือค่อยๆเต็นระบำมาจากทิศตะวันออก แล้วทั้งฟ้าก็ขาวโพลน ทุกคนตะโกนกันสุดเสียง “เชี่ยยยยยย” ผมร้องซี้ดยาวๆ

 

 

ระลอกที่สอง ห่ากจากรอบแรงพอสมควร ผมเริ่มหามุมได้ โดยก้มต่ำลงไปกับพื้น วางกล้องไว้บนหิมะเพื่อให้ได้เงาสะท้อนภูเขาและแสงเหนือ

 

 

ระลอกที่สาม เพื่อนๆเริ่มรวมกลุ่มกันอีกครั้ง ส่วนตัวผมกำลังตั้งกล้องถ่าย Selfie อยู่ รู้ตัวว่ากำลังยืนหันหลังให้กล้อง ชูมือขึ้นฟ้าสองข้างราวกับนักกีฬาโอลิมปิกเหรียญทอง

 

 

หลังจากนั้นเราก็ผลัดกันถ่าย Selfie ไว้เป็นที่ระลึก ผมรู้สึกเลยว่าพร้อมจะกลับบ้านแล้ว หมดความกังวลใดๆอีกต่อไป สิ่งที่คาดหวังก่อนมาก็สมหวังเป็นที่เรียบร้อย

 

 

การที่เราคาดหวังกับอะไรมากๆ แล้วสมหวังกับสิ่งนั้น มันเป็นความสุขที่มากมายเกินจะกล่าว

มารู้ตัวอีกที ตอนนั้นก็ได้เวลาตี 1 กว่าๆแล้ว ทุกคนพร้อมใจกันบอกลาแสงเหนือที่เริ่มเบาลงและขึ้นรถกลับที่พัก
คืนนั้นมายด์ปวดท้องหนัก แต่ก็เข้มแข็งมากที่ทนรอให้ทุกคนถ่ายรูปกันจนหนำใจ

 

 

 

วันที่ 9

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเราตื่นกันตอนสายๆลงมากินข้าวเหมือนเดิมและเจอกับคนไทยกลุ่มนั้นอีกครั้ง
เราพูดคุยกันเล็กน้อยแล้วก็ได้รู้ว่าพวกเค้าเพิ่งมาถึงเป็นคืนแรก ก็เลยยังตื่นเต้นกับแสงเหนืออยู่
ส่วนเค้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงไม่ได้ตื่นเต้นไปพร้อมกับเค้า เพราะเราเห็นแสงเหนือมา 6 คืนแล้ว

ก่อนกลับเรียวนึกขึ้นได้ว่าเรายังมีวอดก้าที่ได้มาจากเจ้าของห้องนอนที่ให้เราไปพักในคืนแรกเหลืออยู่ทั้งขวด
เราเลยกล่าวลาคนไทยกลุ่มนั้นพร้อมกับมอบวอดก้าที่เราไม่ได้กินกันเลยไว้เป็นของฝาก

วันนี้ทุกคนพร้อมใจกันบอกว่าจะไม่ถ่ายรูปแล้ว และมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองหลวงเพื่อใช้เวลาหนึ่งวันที่เหลือในการช็อปปิ้งแทน
ทุกคนได้ของติดไม้ติดมือกันพอเหมาะ แล้วก็ไปเดินเล่นกลางเมืองอีกครั้ง

เย็นวันนั้นแสงสวยมากๆ ส่งท้ายให้เราชื่นใจ

 

 

วันที่ 10

 

คืนนั้นเราไม่ได้จองที่พักกันเพราะคิดว่าจะถ่ายแสงเหนือกันรัวๆจนเช้า เราเลยใช้เวลาขับรถไปๆมาๆและก็ไปปิดท้ายทริปด้วยมื้อดึกที่ KFC กินกันจนร้องออกมาเป็นเสียง เอ้กอีเอ้กเอ้กกกกก

ระหว่างทางไปสนามบินรถติดหนักมากช่วยให้เราได้ฆ่าเวลาไปอย่างรวดเร็ว แล้วเราก็ถึงสนามบินก่อนเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง มีเวลาคืนรถ เก็บข้าวของ เตรียมตัวกลับบ้านแบบสบายๆ

 

-

 

ตลอดเวลา 10 วันที่เราต้องช่วยเหลือดูแลกันและกันในกลุ่ม 6 คน
มีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นบ้าง เราก็ช่วยกันแก้ปัญหา มากกว่าจะกล่าวโทษหรือหาคนรับผิดชอบ
ทำให้เราได้รู้ว่ามิตรภาพในการเดินทางนั้นสำคัญเพียงใด
เราเดินทาง ท่องเที่ยว ก็เพื่อเพิ่มเติมความสุขให้กับชีวิต
ทริปใดที่ทุกคนมีความสุข ทริปนั้นก็จะมีแต่ความทรงจำดีๆ ควรค่าให้จดจำ

ขอบคุณเพื่อนร่วมทางทั้ง 5 คน กัน เชียงใหม่ มายด์ เรียว และพี่นิคอน ที่ทำให้ทริปนี้เป็นทริปที่ผมจะจดจำตลอดไป

 

เชียงใหม่ – กัน – เรียว – มายด์ – พี่นิคอน

 

-

 

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด 3 ตอนนะครับ
พบกันใหม่โอกาสหน้า !!

ภูมิ

Share on Facebook

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>