Poomillust

A small world of poomillust

ICELAND :: Majesty of Nature Part 1/3

นับย้อนไปเมื่อประมาณ 10 เดือนที่แล้ว ผม เชียงใหม่ และกัน ผลัดกันแชร์กระทู้ วีดีโอ youtube อัลบัมใน fb เกี่ยวกับประเทศไอซ์แลนด์จากการชักชวนกันในคอมเม้นเล่นๆ ว่าไปกันมั้ย เมื่อไหร่ดี ค่อยๆกลายเป็นการเลือกเดือน เลือกฤดูที่จะไป แล้วทุกๆอย่างก็เริ่มเป็นจริง เราคุยกันว่า ว่าปีหน้า(ในตอนนั้น) เราจะไปกันจริงๆ

เวลาผ่านไป เราเริ่มหาสมาชิกเพิ่ม โดยมี ผม เชียงใหม่ กัน พี่นิคอน เรียว และ มายด์ เป็นสมาชิกกลุ่มแรกที่ยืนยันว่าจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน
เราเริ่มดูความเป็นไปได้ของวันลา หาข้อมูลเรื่องช่วงเวลาในการเที่ยว แล้วก็สรุปว่า เราจะไปกันในวันที่ 25 ก.พ. – 7 มี.ค. โดยใช้วันลากันทั้งสิ้น 7 วัน

เราเริ่มมองหาสมาชิกเพิ่ม เผื่อว่าจะมีใครอยากไปด้วยกันอีก
แต่ในที่สุด การเดินทางครั้งนี้ ก็จะมีเพียงแค่เรา 6 คนเท่านั้น

6 เดือนก่อนเดินทาง เราเริ่มจองตั๋วเครื่องบิน
5 เดือนก่อนเดินทาง เราจองรถ
4 เดือนก่อนเดินทาง เราจองที่พัก
2 เดือนก่อนเดินทาง เราจองทัวร์ถ้ำน้ำแข็ง

ทุกๆอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และในที่สุด เดือนสุดท้ายก่อนเดินทางก็มาถึง เราเริ่มจริงจังกับการเตรียมอุปกรณ์มากขึ้น เริ่มดูสภาพอากาศ อุณหภูมิ ผมกับกันที่อยู่ญี่ปุ่นก็ออกไป (หาเรื่องเที่ยว) ทดสอบความพร้อมของอุปกรณ์ ที่อุณหภูมิต่ำสุด -9 องศาแล้วก็เงินเราก็เริ่มหายไปทีละนิด ทีละนิด แม้ว่าจะยังไม่ได้เริ่มออกเดินทางเลยก็ตามส่วนอีก 4 คนที่อยู่ไทย ก็เริ่มเตรียมเสบียงอาหารราวกับว่าจะไปติดอยู่ในป่าอยู่เป็นสัปดาห์

แผนการเดินทางของเราในครั้งนี้ก็คือเที่ยวทั้งหมด 9 วันเต็มๆ นอนโรงแรม 8 คืน และคืนสุดท้ายอยู่ล่าแสงเหนือกันทั้งคืน ก่อนบินกลับตอนเช้าตรู่เราจะเดินทางด้วยรถตู้ VW Caravelle 8 ที่นั่ง แบบ 2WD เพราะประเมินดูแล้วรถ SUV 4WD แบบ 7 ที่นั่งไม่พอสำหรับเราแน่ๆ เรื่องอาหาร เราเตรียมไปทำกินเองสำหรับ 14 มื้อ มีทั้งข้าว กับข้าวแบบพร้อมทาน มาม่า และอาหารกระป๋องนิดหน่อย

เราวางแผนว่าจะเดินทางกันแค่ครึ่งเกาะตาม timeline นี้ครับ

Reykjavik -> Vik -> Jokulsarlon -> Hofn -> (ย้อนกลับ) Kirkjubæjarklaustur -> Vik -> Reykjavik -> Grundarfjordur

ปลายทางของเราคือที่ Vestrahorn แล้วย้อนกลับมาที่ reykjavik แล้วเลยต่อไปที่ Grundarfjordur ก่อนกลับมาขึ้นเครื่องที่สนามบิน KEF

รายละเอียดแผนที่ดูที่นี่ครับ: https://goo.gl/MYikPp

 

อุปกรณ์ของผมในทริปนี้

  • Nikon D600, Nikon D750
  • Nikon 70-200 f/4
  • Nikon 18-35 f/3.5-4.5
  • Nikon 50 f/1.8
  • แบตสำรอง 5 ก้อน
  • Gopro Hero 4 Silver
  • Lee 0.6gnd, big stopper (ไม่ได้ใช้)
  • ขาตั้ง Gitzo 1542 Mountaineer
  • Trekking pole (ไม่ได้ใช้)
  • Crampons (มีประโยชน์มากกก เวลาเดินที่เป็นน้ำแข็งลื่นๆ เช่น Kirkjufell)
  • กระเป๋า F-Stop Lotus

 

ที่พักคืนที่ 1-3

  • [Reykjavík] Capital Inn
  • [Vik] Sólheimahjáleiga Guesthouse
  • [Jökulsárlón] Laekjarhus farm

 

 

วันที่ 0.5

ในที่สุดวันที่พวกเรารอคอยก็มาถึง พี่นิคอน ใหม่ เรียว มายด์ ที่เดินทางไปจากไทยเริ่มออกเดินทางก่อน ใหม่กับพี่นิคอนที่ติดประชุมจนถึงบ่าย เกือบจะไปขึ้นเครื่องไม่ทัน เฉียดฉิวไปแค่ 15 นาทีก่อนที่เคาเตอร์จะปิด แต่ทั้ง 4 คนก็เดินทางลัดฟ้าทันเวลาตอน 6 โมงเย็นตามเวลาประเทศไทย

15 ชั่วโมงให้หลัง 12.30น. ตามเวลาญี่ปุ่น ผมกับกันที่ไปจากญี่ปุ่นก็ขึ้นเครื่องสายการบิน Scandinavian airlines ตามไปติดๆ พวกเราบินยาว 11 ชั่วโมงผ่านน่านฟ้าของรัสเซีย เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการดูหนัง และอ่านหนังสือเรื่อง Alive ระหว่างที่เราบินผ่านตอนเหนือของรัสเซีย ผมกับกันเริ่มหยิบกล้องออกมาติดมือ เพราะวิวนอกหน้าต่างข้างล่างนั่นช่างแปลกตาราวกับว่าเรากำลังบินอยู่บนดาวอังคาร

วันที่ 1

ระหว่างที่เรากำลังบินอยู่เหนือดาวอังคาร ทีมไทยก็เปลี่ยนเครื่องกันที่การ์ตา และสตอกโฮล์มตามลำดับ ผ่านไป 11 ชั่วโมง ผมกับกันลงจอดที่เมือง โคเปนฮาเกน เพื่อเปลี่ยนเครื่อง และไม่นาน ทีมไทยก็เหยียบลงบนแผ่นดินประเทศไอซ์แลนด์ในที่สุด แล้ว 4 ชั่วโมงในการเปลี่ยนเครื่องของเราก็จบลง เราขึ้นเครื่องของ Iceland Air ตามทีมไทยไป

ก่อนที่จะขึ้นเครื่องที่โตเกียว ผมเลือกที่นั่งไฟลท์จากโคเปนฮาเกนนี้ไว้เป็นที่นั่งติดหน้าต่างด้านขวาผมกับกันที่ต่างก็อยากจะได้ที่นั่งติดหน้าต่างเลยต้องแยกกันนั่งคนละฟากของเครื่อง

แม้ว่าผมจะง่วงมาก แต่ด้วยความที่อยากเห็นแสงเหนือจากบนเครื่องบิน ทำให้ผมจับกล้องไว้แน่นและพยายามตื่นขึ้นมาเป็นระยะ

ผ่านไป 2 ชั่วโมง ผมมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง แล้วสิ่งที่ผมคาดหวังก็ปรากฏขึ้นแสงสีเขียวเป็นปื้ดๆคล้ายๆกับเมฆอยู่ไกลๆตรงขอบฟ้า ผมหยิบกล้องขึ้นมา ดัน ISO ไปถึง 6400 แล้วเริ่มต้นถ่ายรัวๆ จนทำให้คนข้างๆที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมาทำหน้างงๆ

แล้วที่สุด เวลา 21.30น. ผมกับกันก็ได้เหยียบผืนแผ่นดินแห่งไฟและน้ำแข็ง ประเทศ ICELAND: Land of Fire and Ice
ทีมไทยที่ไปรับรถเช่าและขับรถวนเล่นๆมาแล้ว ก็มารอเราอยู่ที่ทางออก สนามบินไอซ์แลนด์เป็นสนามบินเล็ก และที่แปลกมากคือไม่มี ต.ม. หมายความว่าเราลงเครื่องปุ๊บ ก็แค่หยิบกระเป๋าและเดินออกได้เลย เราทักทายกันตามประสาคนคุ้นเคย

“มาช้าจัง” มายด์เอ่ย
“…” ผมอึนๆอยู่เลยไม่ได้ตอบอะไร

แล้วเราทั้ง 6 คนก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง Reykjavik ที่ห่างออกไปประมาณ 45 นาที

ตลอดทางหิมะตกอย่างหนักจนรอบข้างขาวโพลน พวกเราดูพยากรณ์มาก่อนแล้วว่าวันนี้จะมีหิมะตกหนักตลอดทั้งคืนแต่เช้าวันถัดไป แสงแรกของการเดินทางก็จะส่องมาให้เห็น

คืนนี้ไม่จบลงง่ายๆเพราะเรายังไม่ได้นอนกัน

ตอนผมอยู่ที่โคเปนฮาเกน ได้บอกให้ทีมไทยโทรบอกโรงแรมก่อน ว่าเราจะเช็คอินดึก มายด์ที่เป็นคนจองก็ยืนยันว่าได้เมล์จากโรงแรมแล้ว ว่าถ้าเช็คอินดึกให้หาชื่อในซองจดหมายที่ใส่ไว้ ข้างในจะมีกุญแจและรายละเอียด

พอไปถึง เราหาชื่อพวกเราไม่เจอ ผมก็เลยโทรไปหาโรงแรม ซึ่งคนที่รับน่าจะกำลังหลับฝันดีอยู่เขาบอกว่าจะเช็คดู แล้วอีก 5 นาทีให้โทรกลับ ผมมาเช็คดูเอกสารอีกที อ่าวเห้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า คืนนี้ไม่ได้นอนที่นี่!! ผมเลยต้องโทรไปอีกรอบพร้อมกับเกาหัวหงึกๆบอกเค้าว่าจำผิด ขอโทษครับทีรบกวน

สรุปคือ ผมก็จำผิด มายด์ก็จำผิด ผิดกันทั้งคู่ /swt

เราก็เลยออกรถไปโรงแรมอีกที่นึงที่เราจองไว้ ทีนี้เลยกลายเป็นว่าไม่มีการคอนเฟิร์มว่าเราจะเช็คอินดึกที่ Reception มีป้ายติดอยู่ว่าถ้าเช็คอินดึก ให้ใช้โทรศัพท์กดปุ่มโทรหาใครซักคน เรากดอยู่ประมาณสิบนาที ก็ติดต่อไม่ได้ บนหน้าจอขึ้นแต่ว่า network error

ผ่านไปซักพักมีผู้หญิงฝรั่ง 2 คนเดินเข้ามา ผมก็เลยถามว่าเช็คอินยังไงเค้าก็บอกว่าให้โทรเบอร์นั้น แต่เค้าก็โทรไม่ได้เหมือนกัน ทั้งคู่ช่วยเราอยู่นานจนเราเกรงใจ ก็ยังไม่ได้ เค้าเลยบอกว่าถ้าตี 3 ยังไม่ได้ ให้มานอนห้องเค้าแทนเพราะเค้าจะออกตั้งแต่ตอนนั้น

เวลาผ่านหนึ่งชั่วโมงก็ยังโทรไม่ได้ เราก็เลยแยกย้ายกันไปอาบน้ำก่อน เพราะห้องน้ำอยู่ในส่วนกลาง ที่เข้าไปได้ผมอาบน้ำเสร็จ เวลาประมาณตี 3 ผมเก็บข้าวของแล้วก็เดินไปที่โทรศัพท์อีกครั้งครั้งนี้โทรติด!! ผมด่าไปประมาณ 5 ประโยค ก่อนที่เค้าจะบอกเลขที่ห้อง และรหัสผ่านให้เปิดตู้กุญแจ สรุปแล้วคิดว่าเน็ตเวิร์คโทรศัพท์ล่มเพราะพายุหิมะคืนก่อน อยู่ๆมันก็ใช้ได้ขึ้นมา แล้วเราก็ได้นอนตอนประมาณตี 3 กว่าๆ แต่ที่ห้องของผู้หญิงสองคนนั้น

 

วันที่ 2

8.30 เราตื่นขึ้นมาพร้อมความง่วง เพราะได้นอนไปแค่นิดเดียวสิ่งแรกที่ผมทำก็คือเปิดหน้าต่างมองออกไปข้างนอกแล้วผมก็พบว่าข้างนอกเริ่มสว่างแล้ว และรถของเราจมอยู่ใต้หิมะหนากว่า 40 เซนฯ

เช้านั้นที่พักเราไม่มีอาหารเช้า เราก็เลยต้มน้ำกินข้าวต้มสำเร็จรูปกันหลังจากกินเสร็จ เราก็กลับขึ้นไปที่ห้อง ระหว่างที่แปรงฟัน ผมมองออกไปนอกหน้าต่างอีกรอบตอนนี้ฟ้าเริ่มเปิดแล้ว มีแสงทองของพระอาทิตย์ส่องปุยเมฆและสายหมอกบางๆ ผู้คนกำลังทะยอยตักหิมะออกจากรถและพยายามพารถของตัวเองออกไปจากที่จอด ผมมองดูด้วยความรู้สึกปกติ ไม่ได้กังวลหรือกลัวอะไร แค่รู้สึกว่าน่าจะต้องตักหิมะกันนานแน่ๆแต่หารู้ไม่ ความสนุก (รึเปล่า) กำลังจะเกิดขึ้น

นี่เป็นครั้งแรกที่ผม และเพื่อนๆเจอเหตุการณ์ที่รถติดอยู่ใต้หิมะและรอบข้างก็มีแต่หิมะกองสูงเกินครึ่งล้อ ผมเริ่มต้นโดยการไปยืมที่ตักหิมะจากเจ้าของที่พัก ตักแล้วตักอีก ตักล้อหลังซ้าย ล้อหลังขวา ล้อหน้าซ้าย ล้อหน้าขวา ข้างๆรถ ท้ายรถ ตักจนปวดหลังก็ยังไม่หมดซักที
พอหิมะเริ่มหมดแล้วก็ให้กันลองไปถอยออกมาดู

ฟรู้ววว ล้อรถกลายเป็นไม่มีราคาไปซะงั้น (ล้อฟรี)

ผมเริ่มเหงื่อตกพยายามไปขุดหิมะใต้ล้อออกมาอีก กันเหยียบคันเร่งถอยหลังอีกครั้งคราวนี้ออกมาได้ประมาณครึ่งคันแล้วก็ ฟรู้ววว อีก ผมก็ไปขุดหิมะต่อ แล้วก็ฟรู้ว ขุดหิมะ ฟรู้ว ขุดหิมะ ฟรู้ว ตอนนี้ไม่ว่าจะเดินหน้า ถอยหลัง ก็ฟรู้ว ฟรู้วววว ทุกคนลงมาช่วยเข็นกันแล้ว ก็ยังฟรู้วว

คนแถวนั้นเห็นท่าไม่ดีเลยเริ่มมาช่วยแนะนำว่าทำอย่างนู้นทำอย่างนี้ ก็ยังไม่รอดสุดท้ายมีฝรั่งที่เหมือนจะเป็นคนท้องถิ่นคนมาช่วยขับ แล้วเค้าก็เดินหน้า ผมขุดหิมะ ถอยหลัง ผมขุดหิมะเดินหน้า ถอยหลัง เดินหน้า ถอยหลัง ไปเรื่อยๆจนกลับเข้าไปในซองเดิมได้

แล้วเราก็ช่วยกันตักหิมะกันต่อ จนมั่นใจว่าพื้นแข็งพอสุดท้าย เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงผมก็เอารถออกมาบนถนนจนได้

รถของเราใต้หิมะหนาราวๆ 40 เซน

หลังจากนั้นก็วนไปวนมาในเมืองอยู่ซักพัก ผมขับไปขับมาด้วยความหวาดผวา ยิ่ง google map พาให้ไปขับบนซอยเล็กๆที่ยังไม่มีรถตักมาเคลียหิมะยิ่งลุ้น สุดท้ายประมาณบ่าย 2 หลังจากกินข้าว และซื้อของเสร็จเรียบร้อย ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางซักที จุดหมายปลายทางของเราวันนี้ก็คือเมือง Vik ที่ห่างออกไปราวๆ 160 กม.

ระหว่างทางที่เราออกจากเมืองหลวง Reyjkavik วิวสองข้างทางก็สวยมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ถนนยังถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็งเต็มไปหมด แต่ก็ขับง่ายกว่าในเมืองมาก เพราะมีรถวิ่งเยอะช่วยกันบดหิมะให้แข็ง ไม่เป็นปุยๆเหมือนในเมือง เพราะฉะนั้นจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการติดหิมะล้อฟรีแต่บางช่วงที่พื้นเป็นน้ำแข็งล้วนๆ ไม่มีหิมะ หรือที่เค้าเรียกกันว่า black ice ก็จะรู้สึกว่าลื่นอยู่บ้าง คิดๆแล้วการติดหิมะอยู่ที่พักก็ถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องแย่ซะทีเดียว ถ้าเราไม่ติดอยู่ที่พัก อาจจะขับออกมาแต่เช้า สภาพถนนก็คงจะอันตรายกว่านี้

ขาวโพลนไปด้วยหิมะที่เพิ่งตกใหม่ๆ

พอเริ่มขับออกห่างเมือง รถก็ค่อยๆน้อยลง โดยเฉพาะหลังจากผ่านเมือง Selfoss รถก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะก่อนหน้านั้นยังอยู่ในส่วนที่เรียกว่า Golden circle ซึ่งเส้นทางท่องเที่ยวยอดฮิตรอบๆเมือง Reykjavik ตามแพลนเรา วันนี้เราจะได้เที่ยว 2 ที่ ก็คือน้ำตก Seljalandsfoss และน้ำตก Skogafoss แต่ด้วยเวลาที่จำกัดจากการติดหิมะ เราเลยต้องยอมตัดเหลือแค่ Seljalandfoss

ที่ Seljalandfoss น้ำตกขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้จากบนถนนใหญ่ ที่นั่นมีทางเดินเข้าไปหลังน้ำตกได้ ซึ่งก็ทำให้เราเปียกโชกกันทั้งตัว ถือเป็นการใช้ชุด waterproof ของพวกเราครั้งเดียวในทริปนี้

คืนนั้นเราพักกันที่แรงแรม Sólheimahjáleiga Bed & Breakfast ริมภูเขาอันเงียบสงบเราทำอาหารกิน เป็นไข่พะโล้ ลาบปลากระป๋อง และข้าวสำเร็จรูปแพลนการล่าแสงเหนือครั้งแรกของเราในคืนนี้ก็คือ ตื่นตี 4 และมุ่งหน้าไปที่จุดเครื่องบินตก DC-3

 

วันที่ 3

ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงของนาฬิกาปลุกที่ตั้งเอาไว้ ขณะนั้นเวลาตี 3.45 หลังจากที่ไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาหลายคืน ผมไม่อยากจะลุกจากเตียงซักเท่าไหร่แต่เรามีภารกิจสำคัญของทริปที่จะต้องทำ นั่นก็คือ การออกล่าแสงเหนือ!

เราออกรถกันตอนประมาณตี 4.10 ผ่านไปซัก 10 นาทีเราก็ไปถึงจุดจอดรถ แต่พี่นิคอนก็นึกขึ้นได้ว่าลืมกล้อง… 55555 ราวกับนักรบที่ไร้อาวุธ การบุกเข้าตีเมืองท่าของศัตรูย่อมไร้ความหมาย ผมเลยวนรถขับกลับไปที่พักให้พี่นิคอนได้ไปหยิบอาวุธคู่กาย ก่อนจะวนกลับมาด้วยความตื่นเต้น คราวนี้ผมขับรถเลยที่จอดไป เลยต้องย้อนกลับมาอีกรอบในที่สุดเสียงเครื่องยนต์ก็ดับลง เราถึงที่จอดรถ ทางเข้าจุดเครื่องบินตกอันเลื่องชื่อต่อจากนี้ เราต้องเดินเท้าต่อกันอีก 4 กม. ก่อนจะถึงที่หมาย

ท่ามกลางความเงียบสงัด พวกเรา 6 คนเดินด้วยความเร็ว 3/4 น๊อต มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ผ่านไปประมาณ 40 นาที เราก็เริ่มเห็นแสงไฟจากคนที่ไปถึงก่อนหน้า แล้วผมก็ได้ยินเสียงที่เหมือนจะคุ้นเคย ผมเดินเข้าไปใกล้ขึ้น แล้วเสียงเหล่านั้นก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ”นี่ตูเดินมาไกลขนาดนี้เลยหรอ ถึงกับข้ามประเทศเลย” ผมคิด

“สวัสดีครับ” ผมพูดออกไป

“อ่าวคนไทยหรอคะ”

“ครับ นี่คนไทยหมดเลยหรอครับ” ผมถามกลับ

“ใช่ค่ะ นี่คนไทยกันหมดเลย”

สรุปแล้วค่ำคืนนั้น มีเพียงคนไทยประมาณ 15 ชีวิต ยืนล้อมรอบซากเครื่องบินตกของอเมริกา บนผืนแผ่นดินประเทศไอซ์แลนด์…

สิ่งที่พวกเราเห็นตรงหน้าคือภาพซากเครื่องบินลำกะทัดรัด ส่วนหางหายไป ปลายปีกถูกตัด เหลืออยู่แค่โครงโลหะที่มีอายุมากกว่า 40 ปี กับฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีดำที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว และปลายขอบฟ้าเหมือนจะมีเมฆขาวๆเทาๆเป็นปื้ดๆอยู่ ผมเคยฟังจากพี่ๆมาว่า แสงเหนือที่ตาเราเห็นนั้น มันก็จะเหมือนกับเมฆสีเทาๆอยู่ที่ปลายขอบฟ้าซึ่งตรงกับที่เราเห็นตรงหน้าไม่ผิดเพี้ยน

ผมจัดการงัดอุปกรณ์ออกมา แล้วลองกดถ่าย 2-3 ใบ แล้วก็ได้เห็นความมหัศจรรย์กล้องผมสามารถเห็นริ้วเทาๆนั้นเป็นสีเขียว!! และนั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าเราได้เห็นแสงเหนือกันอย่างเป็นทางการแล้วววว

ผมเริ่มจับทางได้ แล้วก็อาศัยกดชัตเตอร์ตามไฟฉายของพี่ๆกลุ่มนั้นที่นับ 1 2 3 ให้จังหวะ

ไม่นาน ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ แล้วพี่ๆกลุ่มนั้นก็ลาจากเราไปนอน ทิ้งกะเหรี่ยง 6 คนยืนถ่ายรูปท้าลมหนาวกันต่อ

เช้านั้นเราปักหลักรอแสงอาทิตย์กันอยู่นานจนถึงประมาณ 9 โมงเช้า แล้วเราก็ถึงเวลากลับ ระหว่างทางเดินสวนกับนักท่องเที่ยวหลายสิบชีวิตที่ทยอยกันเดินทางไกล 4 กม. เข้ามา ผมคิดในใจ “มาช้าไปแล้ววว 555″

เช้านั้นเรากลับที่พัก กินข้าวกินปลา แล้วก็ออกเดินทางกันต่อวันนี้เรามีแพลนยาวเหยียด เริ่มต้นด้วยการขับรถ 60 กม.ไปแวะชม ทุ่งมอส และ fjaðrárgljúfur ซึ่งเป็นหน้าผาเล็กๆแปลกตาที่อยู่ระหว่างทาง

ที่นี่มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นอีกแล้ว ระหว่างทางที่เราเข้าไปที่หน้าผานั้นต้องขับรถผ่านถนนเส้นเล็กๆที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่บางส่วนกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ขาไปไม่มีปัญหาอะไรครับ เราขับเข้าไปถึงด้านในได้อย่างเรียบร้อย ส่วนขากลับนั้น… ผมเป็นคนขับ เราต้องขับรถขึ้นเนินข้ามเขาลูกเล็กๆไปทั้งๆที่ถนนถูกคลุมไปด้วยหิมะที่กลายแข็งเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว ตอนนั้นผมมองไปเห็นรถสวนลงมา ด้วยความที่ผมเป็นคนใจดี (5555) เลยเบรคจอดรถที่ไหล่ทางเพื่อหลบให้รถที่สวนลงมาไปก่อน… และนั่นคือข้อผิดพลาดที่สุดครับ เพราะหลังจากรถคันนั้นผ่านไป ผมเหยียบคันเร่งอีกครั้งเพื่อจะไปต่อ แล้วสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น ล้อฟรี!!

ผมเบรค แล้วลองเหยียบอีกครั้ง คราวนี้รถค่อยๆไหลทำมุม 15 องศาไปทางซ้าย ท้ายรถหันเข้าหาเหวทางขวา ผมเบรค เพื่อนๆเห็นท่าไม่ดีเลยลงกันไปหมดทั้งคัน พยายามจะช่วยกันดันจากท้ายรถ ผมเหยียบคันเร่งอีกครั้ง คราวนี้พยายามหมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายด้วย วินาทีนั้นรถค่อยๆหมุนทำมุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มน่ากลัว ผมเบรค

ผมเริ่มใจเสีย ตอนแรกอยากจะปล่อยให้รถไหลลงไปด้านล่างไปตั้งหลักกันใหม่ แต่เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะถ้าปล่อยไหล นั่นหมายความว่า รถจะต้องไหลลงเหวไปแน่ๆ

ในตอนนั้นมีฝรั่งสาวสวยสองคนที่กำลังเดินไปที่รถที่อยู่บนเนินเขาเดินผ่านมาพอดี พวกเค้าหยุดเดินแล้วมองมาที่เราเชิงให้กำลังใจ (หรือสมเพชก็ไม่รู้) และก็มีฝรั่งอีกคนนึงที่ขับรถตามหลังผมมาจอดรถแล้วเดินขึ้นมาดู เค้าช่วยเอายางรองเท้าที่ผมโยนไว้ลงไปรองที่ใต้ล้อ เผื่อว่าจะช่วยให้แรงเสียดทานเยอะขึ้น ผมปล่อยเบรคและแตะคันเร่งเบาๆอีกครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล เพื่อนๆผมที่อยู่ด้านหลังก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวายว่า “หยุดๆๆ จะตกแล้ว!”

ผมเริ่มเหงื่อตก – -’ แต่เหมือนโชคช่วย เพราะในตอนนั้นเองมีใครสักคนนึงเหลือบไปเห็นว่า ล้อด้านหลังขวาของรถไปติดกับก้อนหินเล็กๆตรงขอบทางพอดี ฝรั่งคนนั้นก็เลยบอกผมว่า เหยียบคันเร่งยาวๆเลย ผมรวบรวมสมาธิ แล้วเหยียบคันเร่งแรงๆอีกครั้ง คราวนี้รถค่อยๆตะกุยตะกายไปข้างหน้า ผมเหยียบคันเร่งไม่ปล่อยจนในที่สุดก็ขึ้นไปได้ถึงยอดเนิน ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “รอดตายแล้วกู”

จากนั้นเพื่อนๆทั้งห้าก็เดินตามขึ้นมาพร้อมกับผ้ายางรองเท้าของผม

ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญของผมในการขับรถครับ ว่าอย่าใจดีเบรคให้รถสวนลงมาขณะกำลังขึ้นเนินเด็ดขาด

หลังจากที่ออกมาถึงถนนใหญ่ได้อีกครั้ง เพื่อนๆบอกผม “นี่ถ้าเมื่อกี้มึงตกลงไปจริงๆ กูจะไปบอกพ่อบอกแม่มึงยังไงดีวะ” ทุกคนหัวเราะ ส่วนผมก็คิดในใจ “เออ ถ้าแม่รู้คงจะด่าเละแน่ๆ แต่เอาวะ รอดมาแล้ว เป็นประสบการณ์ 5555″

แล้วเราก็มุ่งหน้าต่อไปทางตะวันออก ผ่านทุ่งมอสที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน และขับต่อไปอีกประมาณ 120 กม. ผ่านภูมิประเทศอันหลากหลายที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน มันสวยจนผมไม่อยากจะละสายตา ระหว่างทางความตื่นเต้นยังไม่จบ เพราะวันนั้นลมแรงมาก! ผมไม่เคยขับรถในสภาพแบบนี้มาก่อน ผมต้องนั่งตัวเกร็ง มือสองข้างจับพวงมาลัยแน่นตลอดบางช่วงลมแรงถึงขนาดที่รถเบี่ยงไปทางซ้ายทีขวาที มันเป็นการขับรถที่เครียดและเหนื่อยที่สุดในชีวิต จนสุดท้ายผมทนไม่ไหว แปะมือให้กันขับต่อไปจนจบ

บ่ายวันนั้นเราโฉบผ่านทะเลสาบน้ำแข็ง Jokulsarlon และเข้าที่พักที่มีชื่อว่า Laekjarhus farm ตอนบ่ายแก่ๆ

หลังจากเก็บข้าวของกันเรียบร้อยแล้ว เราทุกคนหิวกันมาก ก็เลยตั้งใจว่าจะออกไปหาร้านอาหารแถวนั้นกิน เจ้าของที่พักบอกว่าไปแค่ 5 นาทีก็จะมีร้านอาหารอยู่ แต่หายังไงก็หาไม่เจอ ได้เจอแต่คอกม้าริมทางที่มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ และพระอาทิตย์กำลังตกอยู่ด้านหลังนั้น เราจึงไม่ลังเล หาที่จอดอย่างรวดเร็ว และ หนึ่งชั่วโมงเศษๆก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วกับฝูงม้าไอซ์แลนด์ขนฟูเหล่านั้น

เย็นนั้นฟ้าระเบิดหนักมาก สีชมพู ม่วง ส้ม แต่ทุกคนเหนื่อยและเพลียจากการนั่งรถไกล และความหิวโหย จึงยอมทิ้งฟ้าสวยๆแล้วเข้าที่พักทำอาหารกินกันแทน เมนูเย็นนี้เป็นแกงกะหรี่ Ginza curry จากโตเกียว รสชาติดีมากกก

เป็นการจบวันอันยาวนานสุดแสนจะเครียดของเรา

ฟ้ากำลังสวยระหว่างทางเข้าที่พัก

บ้านนาที่ถ่ายจากที่พัก

ในตอนต่อไป เรามุ่งหน้าไปที่เมือง Hofn เพื่อไปชมแหลม Vestrahorn และภูเขาที่เป็นหนึ่งในจุดหมายของตากล้องทุกคน ที่นั่นเป็นอีกครั้งที่ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด เรื่องราวมันส์ๆกับภาพแสงเหนือระดับ KP5 รอทุกท่านอยู่ จะเป็นยังไงติดตามชมนะครับ ^^

ภาพตัวอย่างจากตอนต่อไป

 

Share on Facebook

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>