Poomillust

A small world of poomillust

Life in Japan 12: Osaka อีกครั้ง

ผ่านไปก็ 3 วันแล้ว หลังจากไปโอซากาอีกรอบในวันเสาร์ พอดีวันอาทิตย์ก็ไปเที่ยวนารา เมื่อวานก็ไม่ค่อยว่าง เลยไม่มีเวลาเขียนซักที วันนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ข้าพเจ้าขอเขียนบันทึกการเดินทางไปโอซากาเป็นครั้งที่ 4 มา ณ ที่นี้…. (เป็นทางการเกิ๊น 555)

หลังจากที่คืนวันศุกร์เราได้วางแผนกันว่าจะไปเที่ยวที่โอซากา โดยตอนเช้าจะไปย่านที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เรียกว่า DenDen Town ส่วนตอนเที่ยงไปกินราเมนที่นัมบะ ตอนบ่ายไปเดินชอปปิ้งย่าน Umeda และตอนเย็นไปนั่งชิงช้าสวรรค์ที่ Tempozan แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่ค่อยตามแผนเท่าไหร่

สถานีรถไฟ Nippombashi

วันนี้นัดกัน 8.30 น. แต่เรากลับตื่นสาย ตื่นก็ตอนเพื่อนมาเคาะห้อง 8.30 แล้ว เลยต้องเลทไปจนถึง 9.00 (รู้สึกผิดมาก TT) จากนั้นก็ขึ้นรถเมล์ต่อรถไฟ ไปที่สถานี Nippombashi เพื่อเดินต่อไปย่าน DenDen Town ไปถึงนู่นก็ประมาณ 10 โมงกว่าๆ ร้านค้าต่างๆก็เพิ่งจะเปิดกัน เราก็เดินๆกัน แวะร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านเล็กบ้างใหญ่บ้าง ใช้เวลาในแต่ละร้านไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงได้ มีร้านนึงชอบมาก มีโซนของ Apple ซึ่งรวบรวมเครื่องตั้งแต่รุ่นแรกจนรุ่นปัจจุบัน เท่สุดๆ

ย่าน DenDen Town

ต้นตระกูล Mac จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

พอเริ่มเดินไปซักพัก ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ค่อยๆหายไป กลายเป็นร้านการ์ตูน ร้านของเล่น เกือบทั้งหมด (สวรรค์ของปายเลย) มีทั้งร้านขายชุดจากการ์ตูน ร้านขายหนังสือการ์ตูน ร้านขายโปสเตอร์การ์ตูน ฯลฯ เยอะมากๆ ไอเราก็ไม่ชอบการ์ตูนเอาซะเลย ก็เลยรู้สึกเฉยๆ

ร้านขายพวกชุดเมด และการ์ตูนทั้งหลาย

นอกจากนี้ยังมีตึกนึง ที่มีขายพวกของเล่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Lego, Barbie, Yoyo และที่ชอบมากก็ Tamiya ซึ่งเป็นชั้นของ Tamiya ชั้นนึงเลย มีทั้งรถ Tamiya ที่เด็กๆเคยเล่นกัน ราคาก็กล่องละประมาณ 600 เยนขึ้นไป มี Airbrush และอุปกรณ์ตกแต่งรถทั้งหลายเยอะมาก ที่สำคัญมีรางแข่งด้วย ละก็มีทั้งเด็ก ทั้งวัยรุ่น ทั้งผู้ใหญ่ มานั่งแต่งรถกันอยู่ เห็นละรู้สึกได้ย้อนกลับไปเป็นเด็ก

รางรถ Tamiya ที่ว่าและคนที่มาแต่งรถกัน

หลังจากเดินๆจนเกือบจะสุดถนนแล้ว ทุกคนก็เริ่มหิว เพราะเดินกันมา 4 ชั่วโมงได้ นั่นคือเวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ เป็นที่ชัดเจนว่าโปรแกรมเราต้องเลื่อนหมดแน่ๆ ก็ได้ไปกินร้านอาหารที่ดูเป็นร้านธรรมดา ป้ายหน้าร้านบอกราคาที่พอรับได้ ก็เลยเข้าไปลองดูกัน เมนูในร้านส่วนใหญ่จะเป็นข้าวกับ Omlet หรือไข่คน ก็เลยลองสั่งดู เป็น ไก่คาราเกะกับไข่คน ในราคา 790 เยน รสชาติก็ดีมากๆ ไข่จะผสมชีสด้วยหอมสุดๆ น้ำราดซึ่งคล้ายๆกับแกงกะหรี่มีเนื้ออยู่เล็กน้อยก็รสชาติดี ไก่คาราเกะก็กรอบและไม่เค็มจนเกินไป ถือว่าร้านนี้ผ่านมากๆ

หน้าร้านดูธรรมดาๆ

อร่อยมากๆจานนี้

หลังจากกินเสร็จก็เลยรีบไปเดินกันต่อที่ย่าน Umeda พบว่าย่าน Umeda นี้คนเยอะมากๆ และส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น ตอนแรกก็งงๆว่าจะไปเดินที่ไหนดี เลยไปถาม Information ก็ได้ความว่าไปห้าง Hep Five ที่อยู่ใกล้ๆสถานี ห้างนี้เป็นห้างที่ด้านบนมีชิงช้าสวรรค์สีแดงสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ ค่าเล่นก็คนละ 500 เยน แต่ก็ไม่ได้เล่น ได้แต่เดินๆวนดูรอบๆห้าง ซึ่งมีประมาณ 8 ชั้น พบว่าของราคาแพงมากๆ เสื้อผ้าตัวละไม่ต่ำกว่า 7,000 เยน เห็นแล้วซื้อไม่ลงเลย

ชิงช้าสวรรค์ที่ได้แต่มองผ่านกระจก

หลังจากเดินไปได้ชม.นึง ก็ครบทุกชั้นแล้ว เลยเปลี่ยนแผนไปเดินกันที่อีกห้างที่อยู่ตรงสถานีรถไฟเลย ชื่อว่าห้าง Yodobashi ตอนแรกนึกว่าธรรมดา แต่เอาเข้าจริงแล้วใหญ่มากๆ มีอยู่ 8 ชั้น เป็นใต้ดิน 2 ชั้น ที่เชื่อมกับสถานีรถไฟ ห้างนี้ขายของเยอะมาก ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ เคสมือถือ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ กล้อง พร้อมอุปกรณ์เพียบ! หูฟังและเครื่องใช้ไฟฟ้าจำพวกเครื่องเสียง ทีวีที่ราคาถูกกว่าที่อื่น ส่วนชั้นบนๆก็จะเป็นแฟร์ชั่น 2-3 ชั้น ซึ่งราคาถูกกว่าห้างแรก ราคาประมาณ 2000 เยนขึ้นไป ก็ถือว่าพอไหว

ห้่าง Yodobashi

เดินๆกันถึง 5 โมง ซึ่งเป็นเวลานัดกันว่าจะไปต่อที่ชิงช้าสวรรค์ สุดท้ายด้วยความที่ยังเดินไม่ครบเลย ก็เลยตัดสินใจกันว่าจะเดินเล่นกันต่อ ละไปกินราเมนที่นัมบะทีเดียวเลย ก็เลยเดินกันต่ออีก จังหวะนี้แยกกันต่างคนต่างเดินเลย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรจากห้างนี้เลย เพราะยังไม่มีอะไรที่ถูกใจ พอดูเวลาเหลืออีกประมาณชั่วโมงนึง ก็เลยเดินไปห้างที่อยู่ตรงข้าม นั่นคือ Isetan มีทั้งหมด 10 ชั้น ของที่นี่ยิ่งแล้วใหญ่ ราคาไม่ต่ำกว่า 10,000 เยน ก็ได้แต่เดินๆดูเพลินๆ ได้มีโอกาสขึ้นไปชั้น 11 ซึ่งเป็นดาดฟ้าด้วย พบว่าบรรยากาศดีเลย จัดพื้นที่ได้สวยงาม มีคู่รักมานั่งจู๋จี๋กันเพียบ ส่วนวิวก็ถือว่าพอใช้ได้ มองเห็นชุมทางรถไฟ ละก็ตึกสูงใกล้เคียง

บรรยากาศบนดาดฟ้า

วิวจากดาดฟ้าตึก Yodobashi

สุดท้ายก็คือเวลานัด ประมาณ ทุ่มนึง ณ จังหวะนี้จะเห็นว่าเดินกันทั้งวันจริงๆ ได้นั่งแค่ตอนกินข้าว เมื่อยมากๆ ก็ขึ้นรถไฟกลับไปแถวๆนัมบะที่คุ้นเคย เพื่อไปกินราเมนร้านที่พี่อู่พาไปกินวันก่อน วันนี้มีคนต่อแถวเยอะเลย แสดงว่าเด็ดจริงๆ ส่วนเพื่อนๆทุกคนก็บอกว่าอร่อยมาก รสชาติใกล้เคียงบ้านเรา เพราะมันเผ็ดสะใจดี

ร้านที่ว่า ไม่รู้ชื่ออะไรอ่านไม่ออก

ที่นั่งในร้าน เท่สุดๆ

หน้าตาของราเมนที่ว่า เผ็ดสะใจดี

กินเสร็จไปถ่ายรูปกันบนสะพานใกล้ๆ

กินเสร็จเรียบร้อยก็ไปเดินต่อ (อีกแล้ว) ที่ Monkey hotel ข้างๆ เป็นร้านที่ขายของทุกประเภท ตั้งแต่ ไม้จิ้มฟัน ยัน Louis Vitton เดินถึงเกือบๆ 4 ทุ่ม ก็ไปเดินหาร้านทาโกยากิกินต่อ สุดท้ายก็กลับมาร้านข้างๆร้านราเมนที่กินไปเมื่อกี้ ไม่ชอบคนขายร้านนี้เลย จะลงไปนั่งก็บอกว่าทุกคนต้องสั่ง 1 order ถึงจะนั่งได้ ซึ่งเราสั่งแค่ 2 ถาดแบ่งกัน เนื่องจากต้องรอนาน ก็เลยนั่ง ก็บอกว่าต้องมีอย่างน้อย 1 คนมายืนรอ ทั้งที่ก็นั่งอยู่ข้างๆนั้น แม่มมม…​! สุดท้ายรสชาติก็ไม่ปลื้มอีก ธรรมดาไม่อร่อยเท่าไหร่เมื่อเทียบกับร้านที่มากินครั้งที่แล้ว

ร้านทาโกยากิ ที่…ไม่ค่อยประทับใจ

หลังจากกินทาโกยากิก็แวะไปถ่ายรูปกับป้าย Glico อีกครั้งละก็เดินทางกลับ… วันนี้เป็นวันที่หนาวมากๆ จากพยากรณ์อากาศบอกว่าคืนนี้จะอุณหภูมิต่ำสุดที่ 4 องศา ระหว่างเดินกลับจากสถานีรถไฟมาที่หอก็ใช้เวลาประมาณ 25 นาที หนาวสุดๆไปเลย

ถ่ายกับป้าย Glico

ก็หมดแล้วสำหรับทริปโอซากาวันนี้ ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าได้ไปเปิดหูเปิดตาในเมืองโอซากา ได้เห็นข้าวของต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ราคาจะซื้อไม่ค่อยลง ก็คือว่าโอเคแล้วว ตอนหน้าจะเป็นเรื่องราวไปเที่ยวที่นาราในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเหนื่อยและเมื่อยอีกแล้ว วันนี้ก็ขอลาเพียงเท่านี้ บาย…

Share on Facebook

Responses (2) to “Life in Japan 12: Osaka อีกครั้ง”

  1. Lyss says:

    ราเมงน่ากินมากกกกกกก

    *ตอนที่12อะ?

      (Quote)

  2. poomillust says:

    อุ้ย เขิลจัง 5555
    ข้ามตอนไปนิด แต๊งมากเนยๆ

      (Quote)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>