Poomillust

A small world of poomillust

Mt.Kawanori :: Finding the hidden waterfall

การทำงานตลอด 5 วันในออฟฟิตในห้องสี่แหลี่ยมกับโต๊ะเก้าอี้ตัวเดิมๆจบลงอีกครั้งอย่างช้าๆ และแล้วสุดสัปดาห์ที่เรารอคอยก็มาถึง

อาทิตย์ที่สองของเดือนตุลาคม เป็นช่วงแรกๆของต้นไม้เปลี่ยนสีในเขตคันโตที่จะเริ่มจากพื้นที่ที่มีอากาศหนาว ไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึงตัวเมืองในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ใบไม้บนภูเขาเลยค่อยๆเปลี่ยนสีสันเหลืองสลับแดง ลงมาตามความสูง ช่วงนี้อยู่ๆก็อยากได้รูปน้ำตกขึ้นมาก็เลยเริ่มหาข้อมูลจากหลายๆที่ หลังจากที่เดินไปร้านหนังสือข้างๆที่ทำงานเกือบทุกวันตอนพักเที่ยง เพื่อหาที่ๆน่าสนใจไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก ก็ไปสะดุดกับเขาลูกหนึ่งที่ไม่สูงมาก ชื่อว่า Kawanori (川苔山) ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอะไรดี “แม่น้ำ มอส ภูเขา” เรียกว่า ภูเขาตะไคร่น้ำแล้วกัน (บางป้ายก็เขียนว่า 川乗山 อ่านได้เหมือนกัน แต่คันจิตรงกลางแปลว่า ขี่ จะให้ชื่อว่า ภูเขาแม่น้ำขี่ ก็ได้ 555) ครั้งนี้เป็นการปีนเขาคนเดียวเป็นครั้งที่สอง หลังจากคราวที่แล้วไปปีนเขายอดฮิต Takao คนเดียวมาแล้ว

การเดินทางครั้งนี้จะเป็นอย่างไร จะเจอน้ำตกที่ตามหาหรือไม่  เชิญติดตามกันได้เลยครับ  : )

ภูเขาตะไคร่น้ำตั้งอยู่ในเขตเมือง โอคุทามะ (奥多摩) ของโตเกียว ใช่แล้ว โตเกียว! อยู่ทางทิศตะวันตกสุดของโตเกียว ติดกับเขต คานากาว่า ที่นี่มีแม่น้ำสายยาวชื่อว่า ทามะ (多摩川) ไหลจากโอคุทามะนี้ไปออกทะเลข้างๆสนามบินฮาเนดะ (ผ่านออฟฟิตผมด้วย ^^) คำว่าโอคุ (奥) แปลว่าในสุด ก็หมายความว่า เป็นจุดในสุดของแม่น้ำทามะ ซึ่งแปลประมาณว่าต้นน้ำก็ได้ครับ เขตนี้มีภูเขาอยู่เต็มไปหมด ที่ดังๆก็จะเป็น Kumotori ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโตเกียว ที่สูงถึง 2000 เมตร ซึ่งไว้ต้องหาโอกาสไปให้ได้

ครั้งนี้จุดหมายปลายทางของผมคือ ไปตามหาน้ำตก ยะคุฮิโร Hyakuhiro (百尋の滝) ที่มีความสูง 40 เมตร การเดินทางก็เหนื่อยเล็กน้อย โดยนั่งรถไฟจากใจกลางโตเกียว ไปลงที่สถานี okutama (奥多摩駅) ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง แล้วต่อรถบัสจากหน้าสถานี สาย 21 ไป Higashinippara (東日原) ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ลงที่ kawanoribashi (川乗橋) ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้แล้วครับ

การเดินทางเป็นการล่องไปตามหุบเขาและแม่น้ำ 川苔 ใช้เวลาตลอดเส้นทางประมาณ​ 7 ชั่วโมงกับระยะทาง 16กม. เริ่มต้นเดินตามถนนลาดยางสบายๆไปประมาณ 2 กม. แล้วเริ่มเข้าสู่ทางในป่าโปร่ง มีแต่ต้นสน ที่คนญี่ปุ่นช่วยกันปลูกช่วงหลังสงครามโลกอย่างเป็นระเบียบไปเรื่อยๆ บางจุดก็ต้องข้ามแม่น้ำบ้าง เดินข้ามสะพานบ้าง ทางค่อนข้างเล็กและแคบมากครับ ต้องเดินระวังๆพอสมควร แต่ไม่ถึงกับยากมากนัก

ตลอดทางก็จะขนานไปกับแม่น้ำ ที่มีน้ำใสไหลเย็น ทำให้รู้สึกสดชื่นอยู่ตลอดเวลา

ผ่านไปประมาณ ชั่วโมงครึ่งตั้งแต่เริ่มเดิน ก็จะพบกับน้ำตกเล็กๆที่ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชื่ออะไร แต่ก็ดูสวยดี เลยหยุดกางขาตั้งถ่ายรูปอยู่ครึ่งชั่วโมง ถือเป็นการพักไปในตัว

น้ำตกเล็กที่ผมไม่รู้ว่าชื่ออะไร

ทางเดินต่อไปที่น้ำตก ยะคุฮิโระ เป้าหมายของทริปนี้

เดินต่ออีกประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดดด… เจอแล้วว ! ! น้ำตกที่เป็นเป้าหมายในครั้งนี้ครับ น้ำตก Hyakuhiro ถือว่าเป็นน้ำตกขนาดเล็ก-กลาง ที่ไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงเท่าไหร่ อาจจะเพราะว่ามันเข้าถึงยาก แต่ระหว่างที่ผมถ่ายรูปอยู่ ก็มีคนญี่ปุ่นทะยอยกันมาอีกประมาณ 15 คน หลายๆคนมาถึงก็ร้องตะโกนว่า “สุดยอดดดด” “มันดีมากๆเลยย” มันทำให้ผมรู้สึกว่าไอ้การเข้าถึงยากนี้มันก็ทำให้น้ำตกเล็กๆนี้มีคุณค่ามากพอสำหรับคนที่มาถึง เหมือนกับที่เรามักจะมองข้ามสิ่งต่างๆที่เราได้มาง่ายๆ แต่บางอย่างจะมีคุณค่ามากๆ ถ้าเราต้องลงแรงลงใจใช้ความพยายามเพื่อได้มันมา (#ความรักก็เช่นกัน TT)

ถึงแล้ววน้ำตก ยะคุฮิโระ

ผมชอบถ่ายโขดหินข้างๆน้ำตกจริงๆ มันเพิ่มความยิ่งใหญ่ให้กับน้ำตกได้ประมาณ 23%

มีขาตั้ง มีรีโมท ก็จัด selfie คู่กับน้ำตกซะหน่อย

ผมหยุดถ่ายรูปพร้อมกับพักกินขนมปังเนยที่เตรียมมาอยู่ชั่วโมงเศษๆ แต่พอแสงเริ่มส่องไปที่น้ำตกทำให้รูปไม่สวยแล้ว ผมดูเวลา ประมาณบ่ายโมง ก็เลยตัดสินใจเดินขึ้นเขาต่อเพื่อไปให้ถึงยอด Kawanori ซึ่งใช้เวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ตลอดทางเริ่มยากและชันขึ้นมากๆ บางช่วงเดินตามหน้าผาแคบๆ บางช่วงมีโซ่ให้จับ แต่ก็เพลินๆดี ไม่ยากเท่าไหร่ครับ

ระหว่างทางไปก่อนถึงยอด เริ่มเดินยากขึ้น

ผ่านไปอีกเกือบสองชั่วโมง เริ่มรู้สึกเหนื่อยและล้าบ้างแล้ว ก็เป็นการบนสันเขาที่โล่งมากขึ้นและในที่สุดก็ถึงยอด Kawanori บนความสูง 1364 เมตร ขางบนนี้ใบไม้แดงเต็มที่ บางต้นที่ร่วงไปแล้วก็มี ผมนั่งพักดูวิว กินขนมปังที่เตรียมมาต่อ อีกพักใหญ่ๆ จริงๆผมเช็คข้อมูลมาผิดว่าข้างบนมีร้านขายอาหารเล็กๆอยู่ ผมก็เลยไม่ได้เตรียมอาหารกลางวันมา แต่ยังดีที่ก่อนขึ้นรถบัสผมแวะซื้อขนมปังเนย 8 ชิ้น กับน้ำ 2 ลิตร มาเผื่อก่อน ไม่งั้นคงจะต้องหาเห็ดหาปลา ละก็กินน้ำจากน้ำตกแน่ๆ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเตรียมข้อมูลว่าสำคัญแล้ว เตรียมอาหารและน้ำเผื่อยามฉุกเฉินสำคัญกว่าครับ

จุดพักก่อนจะถึงยอด

ยอด Kawanori กับความสูง 1364m

พอท้องเริ่มอิ่มแล้ว ขาที่เมื่อล้าเริ่มมีกำลังกลับมา ผมก็เริ่มเดินลงเขาเพื่อจะกลับไปให้ถึงสถานีรถไฟก่อนจะมืด ช่วงนี้พระอาทิตย์ตกเร็ว ประมาณ 4 โมงครึ่งก็มืดแล้ว ขาลงเป็นตอนที่ไม่ชอบเอามากๆ เพราะเข่าผมที่ไม่ค่อยจะดีตั้งแต่ทริป Karasawa เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ต้องระวังทุกๆก้าว ไม่ให้มันกระแทกเกินไป

วิวจากยอด Kawanori

ผมเดินอยู่กลางป่าคนเดียว รอบข้างเริ่มมืด แล้วจู่ๆก็มีหมอกคุมไปทั่วป่า แล้วบรรยากาศก็เริ่มวังเวงขึ้น แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์ ผมหยุดเดินแล้วหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรัวๆ แล้วเริ่มเดินต่อไปเพื่อหาจุดสวยๆ แล้วผมก็คิดในใจถ้ามีแสงลอดลงผ่านหมอกนี้มันคงจะสวยมากๆแน่ๆ

จุดแรกที่เริ่มมีหมอก

บรรยากาศเริ่มวังเวง

เงยหน้ามองสูงดูบ้าง

แล้วสิ่งที่ผมหวังก็เกิดขึ้นจริงๆ หมอกเริ่มบางลง แสงอาทิตย์ก็ค่อยๆลอดทะลุลงมาผ่านทิวต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า เกิดเป็นลำแสงอันตระกาลตา แบบที่ผมหวังเอาไว้ บอกเลยว่าผมแทบจะหยุดหายใจ

แสงแบบนี้มันฟินมากกกก

 

 

ผ่านไป 2 ชั่วโมงครึ่ง ผมก็ลงมาถึงสถานีรถไฟ  Hatonosu (鳩ノ巣駅) เป็นอันจบทริปลุยเดี่ยวยาว 7 ชั่วโมงครึ่ง กับระยะทางประมาณ 16 กม. 27,309 ก้าว ความสูง 1,363 เมตร ได้รูปน้ำตก ต้นไม้ในม่านหมอก และแสงอาทิตย์ทะลุหมอกสุดอลังการเป็นของฝากกลับบ้าน

เอาจริงๆการเที่ยว การปีนเขาคนเดียวมันก็มีข้อดีเหมือนกัน แรกสุดผมก็รู้สึกว่ามันเหงาเกินไป๊ เดินในป่าคนเดียว ไม่มีใครให้คุยด้วย เวลามีปัญหาจะทำยังไง แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วก็รู้สึกชอบ เพราะมันทำให้เราได้ใช้เวลาคุยกับตัวเอง​ (ไม่ได้บ้านะ 55) คิดเอง ตัดสินใจเอง อยากจะหยุดพัก หยุดดูอะไรก็หยุดได้ และที่สำคัญไม่ต้องให้ใครรอเราเวลาที่เราถ่ายรูป เสียดายที่ครั้งนี้ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกับคนอื่นซักเท่าไหร่ เพราะมัวแต่เดินดุ่มๆ แล้วก็ถ่ายรูป

แล้วพบกันทริปหน้า เพื่อตามหาภาพลำธารกับใบไม้แดง ! !

สวัสดีครับ : )

Share on Facebook

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>